1.1 เพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่และความถนัดของผู้เรียน
1.2 เพื่อส่งเสริมให้ครูผู้สอนมีความสามารถในการออกแบบและจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย
1.3 ส่งเสริมให้ครูผู้สอนใช้การวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Assessment for Learning)
1.4 เพื่อคัดเลือกและยกย่องเชิดชูเกียรติสถานศึกษาและบุคลากรที่มีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล
1. สพท. ได้ขับเคลื่อนให้สถานศึกษาในสังกัดดำเนินการจัดทำหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ พบว่า จากการนิเทศสถานศึกษาในสังกัด จำนวน 105 แห่ง จากทั้งหมด 105 แห่ง มีหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 100 ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายเชิงผลผลิตข้อที่ 1
2. สพท. ได้ดำเนินการกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจเชิงรุกและชี้แจงแนวปฏิบัติการใช้หลักสูตรและการวัดประเมินผลการเรียนรู้ยุคใหม่สำหรับสถานศึกษาแกนนำ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมประกายทอง ครูผู้สอนจากสถานศึกษาแกนนำ จำนวน 40 คน จากทั้งหมด 40 คน คิดเป็นร้อยละ 100 มีความรู้ความเข้าใจการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3) พุทธศักราช 2568 ทั้งด้านการนำหลักสูตรสู่ชั้นเรียน การจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ผลการดำเนินการพบว่า จากการนิเทศสถานศึกษาโดยศึกษานิเทศก์ ได้ดูร่องรอยจากแผนการจัดการเรียนรู้และบันทักหลังสอนของครูผู้สอน ครูผู้สอน จำนวน 1188 คน จากทั้งหมด 1188 คน มีความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย คิดเป็นร้อยละ 100 ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายเชิงผลผลิตข้อที่ 2
2. สพท. ได้ดำเนินการกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจเชิงรุกและชี้แจงแนวปฏิบัติการใช้หลักสูตรและการวัดประเมินผลการเรียนรู้ยุคใหม่สำหรับสถานศึกษาแกนนำ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมประกายทอง ครูผู้สอนจากสถานศึกษาแกนนำ จำนวน 40 คน จากทั้งหมด 40 คน คิดเป็นร้อยละ 100 มีความรู้ความเข้าใจการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3) พุทธศักราช 2568 ทั้งด้านการนำหลักสูตรสู่ชั้นเรียน การจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ผลการดำเนินการพบว่า จากการนิเทศสถานศึกษาโดยศึกษานิเทศก์ ได้ดูร่องรอยจากแผนการจัดการเรียนรู้และบันทักหลังสอนของครูผู้สอน ครูผู้สอน จำนวน 1188 คน จากทั้งหมด 1188 คน มีความสามารถในการประเมินเพื่อพัฒนา (Assessment for Learning) ในชั้นเรียน คิดเป็นร้อยละ 100 ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายเชิงผลผลิตข้อที่ 3
4. ผลการดำเนินงานกิจกรรมในไตรมาสนี้ยังไม่สามารถส่งผลต่อ Output ที่กำหนดไว้
สพท. ได้ขับเคลื่อนให้สถานศึกษาในสังกัดดำเนินการจัดทำหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ พบว่า จากการนิเทศสถานศึกษาในสังกัด จำนวน 105 แห่ง จากทั้งหมด 105 แห่ง มีหลักสูตรสถานศึกษาที่อิงบริบทเชิงพื้นที่และตอบสนองความถนัดของผู้เรียน ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบและนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ข้อที่ 1
จากการนิเทศสถานศึกษาโดยศึกษานิเทศก์ ได้ดูร่องรอยจากแผนการจัดการเรียนรู้และบันทักหลังสอนของครูผู้สอน พบว่า ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่มีความหลากหลายและเหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคล
จากการนิเทศสถานศึกษาโดยศึกษานิเทศก์ ได้ดูร่องรอยจากแผนการจัดการเรียนรู้และบันทักหลังสอนของครูผู้สอน พบว่า ครูผู้สอนดำเนินการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (Assessment for Learning) และนำผลไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล
ผลการดำเนินงานกิจกรรมในไตรมาสนี้ยังไม่สามารถส่งผลต่อ Outcome ที่กำหนดไว้
| ที่ | ตัวชี้วัด | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|---|
| 1 | ร้อยละของโรงเรียนในสังกัดที่มีหลักสูตรสถานศึกษาที่อิงบริบทเชิงพื้นที่และความถนัดของผู้เรียน | 1. สพท. ได้ขับเคลื่อนให้สถานศึกษาในสังกัดดำเนินการจัดทำหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ พบว่า จากการนิเทศสถานศึกษาในสังกัด จำนวน 105 แห่ง จากทั้งหมด 105 แห่ง มีหลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 100 ส่งผลให้บรรลุตัวชี้วัดความสำเร็จข้อที่ 1 |
| 2 | ร้อยละของครูผู้สอนที่มีสมรรถนะในการออกแบบและจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่มีความหลากหลายและตอบสนองความแตกต่างรายบุคคล | 2. สพท. ได้ดำเนินการกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจเชิงรุกและชี้แจงแนวปฏิบัติการใช้หลักสูตรและการวัดประเมินผลการเรียนรู้ยุคใหม่สำหรับสถานศึกษาแกนนำ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมประกายทอง ครูผู้สอนจากสถานศึกษาแกนนำ จำนวน 40 คน จากทั้งหมด 40 คน คิดเป็นร้อยละ 100 มีความรู้ความเข้าใจการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3) พุทธศักราช 2568 ทั้งด้านการนำหลักสูตรสู่ชั้นเรียน การจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ผลการดำเนินการพบว่า จากการนิเทศสถานศึกษาโดยศึกษานิเทศก์ ได้ดูร่องรอยจากแผนการจัดการเรียนรู้และบันทักหลังสอนของครูผู้สอน ครูผู้สอน จำนวน 1188 คน จากทั้งหมด 1188 คน มีความสามารถในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ส่งผลให้บรรลุตัวชี้วัดความสำเร็จข้อที่ 2 |
| 3 | ร้อยละของครูผู้สอนที่ใช้การวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Assessment for Learning) เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของผู้เรียนรายบุคคล | 3. สพท. ได้ดำเนินการกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจเชิงรุกและชี้แจงแนวปฏิบัติการใช้หลักสูตรและการวัดประเมินผลการเรียนรู้ยุคใหม่สำหรับสถานศึกษาแกนนำ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมประกายทอง ครูผู้สอนจากสถานศึกษาแกนนำ จำนวน 40 คน จากทั้งหมด 40 คน คิดเป็นร้อยละ 100 มีความรู้ความเข้าใจการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3) พุทธศักราช 2568 ทั้งด้านการนำหลักสูตรสู่ชั้นเรียน การจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ผลการดำเนินการพบว่า จากการนิเทศสถานศึกษาโดยศึกษานิเทศก์ ได้ดูร่องรอยจากแผนการจัดการเรียนรู้และบันทักหลังสอนของครูผู้สอน ครูผู้สอน จำนวน 1188 คน จากทั้งหมด 1188 คน มีความสามารถในการการประเมินเพื่อพัฒนา (Assessment for Learning) ในชั้นเรียน คิดเป็นร้อยละ 100 ส่งผลให้บรรลุตัวชี้วัดความสำเร็จข้อที่ 3 |
| 4 | จำนวนผลงานแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ด้านการจัดการเรียนรู้ที่ได้รับการคัดเลือกและเชิดชูเกียรติ | 4. ผลการดำเนินงานกิจกรรมในไตรมาสนี้ยังไม่สามารถส่งผลต่อตัวชี้วัดความสำเร็จทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพที่กำหนดไว้ |
ระยะเวลา: 1 มี.ค. 2569 ถึง 30 เม.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:สร้างการรับรู้และรับสมัครโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจใช้หลักสูตรการศึกษาพุทธศักราช 2568 ทั้งระดับปฐมวัย ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น และระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย
1. โรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6) พุทธศักราช 2568 โรงเรียนเครือข่ายการใช้หลักสูตร ในปีการศึกษา 2569 ( โรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3) พุทธศักราช 2568) จำนวน 18 โรงเรียน
2. โรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3) พุทธศักราช 2568 โรงเรียนเครือข่ายใหม่การใช้หลักสูตรฯ ปีการศึกษา 2569 จำนวน 9 โรงเรียน
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
ระยะเวลา: 13 เม.ย. 2569 ถึง 15 พ.ค. 2569
วิธีการดำเนินงาน:1. วางแผนการดำเนินการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจเชิงรุกและชี้แจงแนวปฏิบัติการใช้หลักสูตรและการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ยุคใหม่สำหรับสถานศึกษาแกนนำ
2. จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดประชุมฯ กำหนดการประชุมฯ หนังสือเชิญผู้เข้สร่วมประชุมฯ เอกสารและใบกิจกรรมประกอบการประชุมฯ
3. ดำเนินการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจเชิงรุกและชี้แจงแนวปฏิบัติการใช้หลักสูตรและการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ยุคใหม่สำหรับสถานศึกษาแกนนำตามกำหนดการประชุมฯ
4. สรุปผลการประชุมและถอดบทเรียนการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3) พุทธศักราช 2568
5. จัดทำเอกสารสรุปผลการการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3) พุทธศักราช 2568
6. แจ้งโรงเรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใช้ผลการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3) พุทธศักราช 2568 สำหรับเป้็นแนวทางในการพัฒนาและขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรในปีการศึกษา 2569
ครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจการขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3) พุทธศักราช 2568 ทั้งด้านการนำหลักสูตรสู่ชั้นเรียน การจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อ เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 6,400.00 บาท
ระยะเวลา: 16 พ.ค. 2569 ถึง 30 มิ.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:1. วางแผนการนิเทศ ติดตาม และชี้แนะเชิงปฏิบัติการ (On-site Coaching) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ตอบสนองความแตกต่างรายบุคคล
2. จัดทำปฏิทินนิเทศ ติดตาม และชี้แนะเชิงปฏิบัติการ (On-site Coaching) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ตอบสนองความแตกต่างรายบุคคล
3. ประสานโรงเรียนกำหนดวันนิเทศ ติดตาม และชี้แนะเชิงปฏิบัติการ (On-site Coaching) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ตอบสนองความแตกต่างรายบุคคล
4. นิเทศ ติดตาม และชี้แนะเชิงปฏิบัติการ (On-site Coaching) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ตอบสนองความแตกต่างรายบุคคล
5. สรุปผลนิเทศ ติดตาม และชี้แนะเชิงปฏิบัติการ (On-site Coaching) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ตอบสนองความแตกต่างรายบุคคล
6. แจ้งโรงเรียน และผู้เกี่ยวข้องข้อค้นพบและแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ตอบสนองความแตกต่างรายบุคคล เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานต่อไป
โรงเรียนสามารถบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ตอบสนองความแตกต่างรายบุคคล
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 2,200.00 บาท
ระยะเวลา: 1 ส.ค. 2569 ถึง 30 ก.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
ระยะเวลา: 15 ก.ย. 2569 ถึง 30 ก.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
ระยะเวลา: 16 ก.ย. 2569 ถึง 30 ก.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
กิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจเชิงรุกและชี้แจงแนวปฏิบัติการใช้หลักสูตรและการวัดประเมินผลยุคใหม่ และกิจกรรมนิเทศ ติดตาม และชี้แนะเชิงปฏิบัติการ (On-site Coaching) ตอบสนองประเด็นการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งเน้นพัฒนาครูผู้สอนให้มีความเข้าใจและมีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ตอบสนองความแตกต่างรายบุคคล ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
กิจกรรมสร้างการรับรู้และเปิดรับสมัครสถานศึกษาที่มีความพร้อมในการนำร่องใช้หลักสูตรการศึกษาพุทธศักราช 2568 ควบคู่กับการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ เป็นการเตรียมความพร้อมและนำร่องใช้หลักสูตรใหม่ ทั้งในระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษา เป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ได้ตามมาตรฐาน กระบวนการนี้ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายที่ต้องการให้คนไทยมีการศึกษาที่มีคุณภาพ มีทักษะการแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นในโลกศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิผล
การขับเคลื่อนการใช้การวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน (Assessment for Learning) ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการ และการลงพื้นที่ชี้แนะเชิงปฏิบัติการ (On-site Coaching) เป็นการเปลี่ยนผ่านแนวทางการวัดและประเมินผลไปสู่ยุคใหม่ ช่วยตอบโจทย์เป้าหมายในการทำให้คนไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ครูสามารถนำผลการประเมินไปใช้ปรับรูปแบบและวิธีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายได้อย่างแท้จริง ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตได้ดีขึ้น
โครงการ On the Job Learning การพัฒนาหลักสูตรอิงบริบทเชิงพื้นที่และความถนัดของผู้เรียนสู่การจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายด้วยการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (Assessment for Learning) เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล ตอบสนองเป้าหมายหลัก "การพัฒนาคนสู่โลกยุคใหม่" โดยตรง การสร้างสมรรถนะการบริหารจัดการหลักสูตรและการเรียนรู้เชิงรุกให้แก่สถานศึกษา เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เด็กไทยตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงประถมศึกษา ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ มีสมรรถนะและภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมฉับพลันของโลก
-
-
กิจกรรมที่ 1 ประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจเชิงรุกและชี้แจงแนวปฏิบัติการใช้หลักสูตรและการวัดประเมินผลการเรียนรู้ยุคใหม่สำหรับสถานศึกษาแกนนำ ขอเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการดำเนินกิจกรรมตามโครการ โดยจะดำเนินการในเดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 6400 บาท
กิจกรรมที่ 3 ประมาณการเป็นค่าชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงในการออกนิเทศ 3000 บาท ใช้ไป 2200 บาท เนื่องจากมีการวางแผนและบริหารจัดการเส้นทางในการเดินทางไปราชการอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรวมการปฏิบัติงานในพื้นที่ใกล้เคียงในคราวเดียวกัน ทำให้สามารถประหยัดการใช้พลังงานและมีงบประมาณค่าชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือ