1.1 เพื่อสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานและซ่อมบำรุงรักษาระบบเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ของโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มเป้าหมายให้มีความพร้อมในการจัดการเรียนรู้
1.2 เพื่อส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้สื่อ DLTV ควบคู่กับกระบวนการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Action Research) ในการแก้ปัญหาผู้เรียน
1.3 เพื่อนิเทศ ติดตาม และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (RT, NT, O-NET) ตลอดจนสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของโรงเรียนขนาดเล็ก
โรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มเป้าหมาย (กลุ่มที่ต้องเร่งช่วยเหลือ) ได้รับการซ่อมแซมและบำรุงรักษาอุปกรณ์รับสัญญาณ DLTV ให้มีความพร้อมในการจัดการเรียนรู้ ร้อยละ 100
ผลการดำเนินงาน: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการตาม กิจกรรมที่ 1 การสำรวจปัญหา ความต้องการ และบำรุงรักษาอุปกรณ์ DLTV ของโรงเรียนขนาดเล็ก
โดยได้แจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดสำรวจสภาพความพร้อมและแจ้งความประสงค์ขอรับการซ่อมบำรุงอุปกรณ์รับสัญญาณ DLTV เข้ามายังเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือ (จากเป้าหมายงบประมาณที่จัดสรรไว้ในกิจกรรมนี้จำนวน 20,000 บาท)
ผลจากการสำรวจและแจ้งความประสงค์ พบว่ามีสถานศึกษาเป้าหมายในกลุ่มที่ต้องเร่งช่วยเหลือได้แจ้งความประสงค์เข้ามาจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านดงลาน และ โรงเรียนบ้านชัยมงคล ซึ่งขณะนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ จัดสรรงบประมาณและลงพื้นที่เพื่อซ่อมแซมบำรุงรักษาอุปกรณ์รับสัญญาณ DLTV ของทั้ง 2 โรงเรียนให้กลับมามีความพร้อมในการจัดการเรียนรู้ 100% ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยเร็วที่สุด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการตาม กิจกรรมที่ 2 โดยจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการวิจัยในชั้นเรียน เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมมะขามหวาน โดยมีคณะทำงานและครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กเข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 65 คน (ปรับลดจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 84 คนตามแผนงาน)
การดำเนินงานได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ นำโดย อาจารย์ ดร.ชลลดา ม่วงธนัง และ อาจารย์วิมลวรรณ วงค์ศิริ เข้ามาให้ความรู้และฝึกปฏิบัติจริงผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่:
1. การระบุปัญหาและวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหา (The Pain Point & Root Cause) ตลอดจนการตั้งชื่อเรื่องวิจัย
2. การค้นหานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่นำไปใช้ได้จริงและเหมาะสมกับเด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก
3. การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และเครื่องมือวัดผล
4. การวิเคราะห์ผล แปลผลสถิติ และการเขียนสรุปรายงานวิจัยแบบหน้าเดียว (Research One Page) โดยในทุกขั้นตอนได้มีการบูรณาการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครู
ผลจากการดำเนินกิจกรรม ส่งผลให้ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจ สามารถปรับเปลี่ยนบทบาทตนเองเป็น "ผู้อำนวยการเรียนรู้" และประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนเป็นรายบุคคลร่วมกับการใช้สื่อ DLTV ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถผลิตผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ได้ตามตัวชี้วัด อย่างน้อยโรงเรียนละ 1 ผลงาน
ได้วางแผนการดำเนินการในไตรมาศที่ 4
จากการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีการศึกษา 2568 - 2569 ผ่านการบูรณาการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยสื่อเทคโนโลยีทางไกล (DLTV) ควบคู่กับกระบวนการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Action Research) ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มเป้าหมาย มีพัฒนาการที่สูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทุกระดับชั้น ดังนี้
ผลการประเมินความสามารถด้านการอ่าน (RT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (อ้างอิงข้อมูลปีการศึกษา 2568) ผลคะแนนเฉลี่ยรวม 2 ด้าน (การอ่านออกเสียงและการอ่านรู้เรื่อง) ระดับเขตพื้นที่การศึกษาขยับตัวสูงขึ้นเป็น 78.20 คะแนน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับสังกัด สพฐ. (77.61 คะแนน) อย่างชัดเจน นอกจากนี้ เมื่อเจาะจงวิเคราะห์กลุ่มโรงเรียนเป้าหมาย พบว่ามีผลสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและจัดอยู่ในระดับคุณภาพ "ดีมาก" อาทิ
- กลุ่มโรงเรียนท่าข้าม มีคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 85.81 คะแนน (เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 7.95)
- กลุ่มโรงเรียนเพชรวังโป่ง มีคะแนนเฉลี่ย 84.29 คะแนน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.76)
- กลุ่มโรงเรียนห้วยสะแก-ระวิง มีคะแนนเฉลี่ย 81.35 คะแนน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.75) ผลลัพธ์นี้เกิดจากการที่ครูผู้สอนนำข้อมูลสถิติมาใช้วางแผนซ่อมเสริมและแก้ปัญหาการอ่านของผู้เรียนได้ตรงจุด
• ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3: จากฐานความสำเร็จเดิมที่มีการพัฒนาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (คะแนนเฉลี่ยรวมขยับตัวสูงขึ้นร้อยละ 3.80) เขตพื้นที่การศึกษาได้นำระบบ Big Data มาประยุกต์ใช้วิเคราะห์เพื่อจัดกลุ่มคุณภาพสถานศึกษา (กลุ่มสีฟ้า, สีเขียว/เหลือง, สีแดง) ทำให้ศึกษานิเทศก์สามารถลงพื้นที่ช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มวิกฤตได้อย่างตรงจุด ส่งผลให้นักเรียนได้รับการแทรกแซงและพัฒนาทักษะด้านภาษาไทยและคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ ทำให้มีผลสัมฤทธิ์เป็นไปตามเป้าหมาย
• ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้น ป.6 และ ม.3 (อ้างอิงข้อมูลปี พ.ศ. 2568): ถือเป็นความสำเร็จเชิงประจักษ์สูงสุดของการลดความเหลื่อมล้ำทางวิชาการ โดยกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับการยกระดับเป็นกลุ่มต้นแบบความเป็นเลิศ (Best Practice กลุ่มสีฟ้า) จำนวน 5 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านป่าเลา, โรงเรียนบ้านยางหัวลม, โรงเรียนบ้านบุ่งคล้า, โรงเรียนบ้านวังปลาช่อน และโรงเรียนบ้านผาทอง สามารถสร้างสถิติยกระดับผลคะแนนเฉลี่ยรวมทุกรายวิชาให้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ได้สำเร็จ
จากการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพครูภายใต้โมเดล INNO-SERVICE และ STEP Model ส่งผลให้ครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มเป้าหมาย เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวัฒนธรรมวิชาชีพ จากเดิมที่มีบทบาทลักษณะตั้งรับ (เปิด-ปิดสัญญาณโทรทัศน์) ก้าวเข้าสู่การเป็น "ผู้อำนวยการเรียนรู้" ควบคู่กับการเป็น "ครูนักวิจัยเชิงปฏิบัติการ" ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผลการปฏิบัติงานเชิงประจักษ์ ดังนี้
• การปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ เชิงรุก ครูผู้สอนมีการจัดเตรียมสภาพแวดล้อม สื่อ และใบงานล่วงหน้า ในระหว่างการออกอากาศของครูต้นทาง ครูปลายทางจะทำหน้าที่เป็น "ผู้ร่วมสอน" โดยการเดินสำรวจนักเรียน ฝึกใช้เทคนิคการหยุดภาพชั่วคราวเพื่อทำกิจกรรมดึงดูดความสนใจ กระตุ้นการคิดวิเคราะห์ และให้ความช่วยเหลืออธิบายเพิ่มเติมแก่นักเรียนเป็นรายบุคคล รวมถึงมีการสรุปทบทวนบทเรียนและประเมินผลเพื่อนำไปใช้สอนซ่อมเสริม
• การใช้นวัตกรรมและการวิจัยวินิจฉัยปัญหาผู้เรียน จากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ 2 (การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการวิจัยในชั้นเรียน) ครูผู้สอนสามารถนำความขัดข้องหรือปัญหาที่พบจากหน้าจอ เช่น ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือนักเรียนขาดสมาธิ มาเป็นโจทย์ในการวิจัย โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการวิเคราะห์ปัญหา ค้นหานวัตกรรม ออกแบบเครื่องมือวัดผล และเขียนสรุปผลการวิจัย
• การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ครูผู้สอนสามารถนำผลการวินิจฉัยมาออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่บูรณาการร่วมกับสื่อ DLTV ให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของผู้เรียนได้อย่างตรงจุด จนเกิดเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่หลากหลาย เช่น นวัตกรรมสถานีการเรียนรู้ต่อยอด DLTV, นวัตกรรมห้องเรียนชุมชน, นวัตกรรมภารกิจพิชิตความรู้, และนวัตกรรมโครงงานบูรณาการข้ามชั้น (ซึ่งสามารถเปลี่ยนข้อจำกัดของการต้องสอนควบชั้น มาเป็นโอกาสในการให้นักเรียนต่างชั้นทำงานร่วมกันแบบพี่สอนน้อง)
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการขับเคลื่อนเครือข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้และการจัดทำฐานข้อมูลนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
• การขับเคลื่อนเครือข่าย PLC ระดับสถานศึกษาและระดับเครือข่ายอำเภอ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งในการจัดเวทีชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ภายในกลุ่มเครือข่าย ภายใต้หัวข้อ "เติมเต็ม DLTV" อย่างสม่ำเสมอ (อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง) โดยให้กลุ่มโรงเรียนต้นแบบที่มีคุณภาพสูง (กลุ่มสีฟ้า/สีม่วง) ร่วมเป็นพี่เลี้ยง เพื่อนำสภาพปัญหาที่พบจากการจัดการเรียนการสอนผ่านหน้าจอมาวิเคราะห์ แลกเปลี่ยนเทคนิคการสอน ถอดบทเรียนงานวิจัยชั้นเรียน และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นกัลยาณมิตร
• การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกย่องเชิดชูเกียรติ ได้ดำเนินการตามกิจกรรมที่ 4 และกิจกรรมที่ 5 ของโครงการ โดยจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกนวัตกรรมและผลงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ ซึ่งมีโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนต้นแบบที่มีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ระดับเขตพื้นที่การศึกษา เช่น โรงเรียนบ้านดงลาน โรงเรียนบ้านน้ำเดื่อ โรงเรียนบ้านผาทอง โรงเรียนบ้านใหม่วังตะเคียน โรงเรียนบ้านซับข่อย และโรงเรียนบ้านคลองห้วยนา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลในงานมหกรรมวิชาการ (ซึ่งจะดำเนินการจัดขึ้นในไตรมาศที่ 4 ) เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ความภาคภูมิใจในวิชาชีพ และกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมคุณภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่อง
• การจัดทำฐานข้อมูลนวัตกรรมและคลังสื่อดิจิทัล ผลงานวิจัย นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่ผ่านการประเมินคุณภาพจากกิจกรรมดังกล่าว ได้ถูกรวบรวมและอัปโหลดขึ้นสู่ระบบฐานข้อมูลคลังสื่อนวัตกรรมดิจิทัลของเขตพื้นที่ฯ (สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1 Cloud Repository / Digital Repository) เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่พร้อมให้ครูผู้สอนและสถานศึกษาอื่นๆ ทั่วประเทศ สามารถเข้ามาศึกษา ดาวน์โหลด และนำไปประยุกต์ใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างยั่งยืน
| ที่ | ตัวชี้วัด | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|---|
| 1 | ร้อยละของโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการการนิเทศติดตามช่วยเหลือการจัดการจัดการเรียนการสอนให้พร้อมใช้งาน | ดำเนินการบรรลุเป้าหมายคิดเป็น ร้อยละ 100 ของโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย รายละเอียดผลการดำเนินงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบแบบผสมผสาน ทั้งในรูปแบบการลงพื้นที่เชิงประจักษ์ (On-site) เพื่อสังเกตการณ์และให้ความช่วยเหลือเชิงลึก ร่วมกับการนิเทศผ่านระบบออนไลน์ (Online) เพื่อความรวดเร็วในการแก้ปัญหา ผลจากการนิเทศติดตามแบบมุ่งเป้า ทำให้ศึกษานิเทศก์สามารถประเมินประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ และให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาขนาดเล็กกลุ่มเป้าหมาย (โดยเฉพาะกลุ่มที่ประสบวิกฤตและต้องเร่งช่วยเหลือ) ได้อย่างตรงจุด ส่งผลให้อุปกรณ์รับสัญญาณเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) เครื่องรับสัญญาณ และโทรทัศน์ที่ชำรุด ได้รับการซ่อมแซมและบำรุงรักษาจนกลับมามีสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ 100% ทำให้ครูผู้สอนมีห้องเรียนที่มีสื่อและอุปกรณ์พร้อมสำหรับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับครูต้นทางได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด |
| 2 | ร้อยละของโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย มีผลงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Action Research) หรือนวัตกรรม Best Practice อย่างน้อยโรงเรียนละ 1 ผลงาน | ดำเนินการบรรลุเป้าหมายคิดเป็น ร้อยละ 100 ของโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย รายละเอียดผลการดำเนินงาน จากการขับเคลื่อนโครงการตามกิจกรรมที่ 2 (การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการวิจัยในชั้นเรียน) ส่งผลให้ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มเป้าหมายทั้ง 54 โรงเรียน (เดิมมีจำนวน 68 โรงเรียน แต่ได้มีการ ยุบรวมเลิก) สามารถประยุกต์ใช้ความรู้และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหา ที่พบจากการจัดการเรียนการสอนผ่านหน้าจอ ผลจากการดําเนินงานทำให้ครูผู้สอนทุกโรงเรียน (คิดเป็นร้อยละ 100) สามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน หรือนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่บูรณาการร่วมกับสื่อ DLTV ได้อย่างน้อยโรงเรียนละ 1 ผลงาน โดยผลงานนวัตกรรมเหล่านี้ได้ถูกนำมาเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคัดเลือก (กิจกรรมที่ 4) และได้นำไปจัดแสดงนิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมรับรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในงานมหกรรมวิชาการ ในไตรมาศที่ 4 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ความสำเร็จนี้ส่งผลถึงการบรรลุตัวชี้วัดของโครงการในการเปลี่ยนผ่านสมรรถนะของครูผู้สอน สู่การเป็น ครูนักวิจัย ที่สามารถใช้นวัตกรรมมาแก้ปัญหาและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างเป็นรูปธรรม |
| 3 | ร้อยละของโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย ที่ได้รับการนิเทศ กำกับ ติดตามการขับเคลื่อนแผน 3 ปี และการจัดการเรียนรู้ด้วย DLTV | วางแผนการดำเนินการนิเทศติดตามในไตรมาศที่ 4 |
| 4 | ร้อยละของโรงเรียนละของโรงเรียนขนาดเล็กมี วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) | ดำเนินการบรรลุและมีผลการปฏิบัติสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ (เป้าหมายโครงการกำหนดไว้ที่ร้อยละ 5) โดยมีผลการดำเนินงานคิดเป็น ร้อยละ 11.11 ของโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มเป้าหมาย รายละเอียดผลการดำเนินงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ส่งเสริมและขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีทางไกล (DLTV) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานศึกษาขนาดเล็กกลุ่มเป้าหมาย (จำนวน 54 โรงเรียน) สามารถพัฒนานวัตกรรมและกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกจนเกิดเป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการพิจารณาคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบที่มีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ระดับเขตพื้นที่การศึกษา พบว่ามีโรงเรียนขนาดเล็กส่งผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมและผ่านการประเมินในระดับ "ดีเยี่ยม" จำนวน 6 โรงเรียน (คิดเป็นร้อยละ 11.11 จากทั้งหมด 54 โรงเรียน) ได้แก่ 1. โรงเรียนบ้านดงลาน 2. โรงเรียนบ้านน้ำเดื่อ 3. โรงเรียนบ้านผาทอง 4. โรงเรียนบ้านใหม่วังตะเคียน 5. โรงเรียนบ้านซับข่อย 6. โรงเรียนคลองห้วยนา ความสำเร็จของโครงการสามารถพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายร้อยละ 5 ที่ตั้งไว้ในโครงการ โดยผลงานนวัตกรรมและแนวปฏิบัติของโรงเรียนต้นแบบทั้ง 6 แห่งนี้ จะถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC) เพื่อเป็นแบบอย่างในการพัฒนาและขยายผลการลดความเหลื่อมล้ำทางวิชาการให้แก่สถานศึกษาอื่นๆ อย่างยั่งยืนต่อไป |
ระยะเวลา: 20 เม.ย. 2569 ถึง 30 พ.ค. 2569
วิธีการดำเนินงาน:สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมที่ 1 โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้
ขั้นที่ 1 การสำรวจและคัดกรองข้อมูลความต้องการ ได้นำระบบข้อมูลสารสนเทศ (Big Data) มาประยุกต์ใช้วิเคราะห์สภาพความพร้อมของอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อจัดกลุ่มคุณภาพสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนไปยังกลุ่มสถานศึกษาที่ประสบวิกฤตและต้องได้รับการแก้ไข (กลุ่มสีแดง) จากนั้นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ ได้ทำหนังสือแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดดำเนินการสำรวจสภาพความพร้อมของอุปกรณ์รับสัญญาณ DLTV และให้แจ้งความประสงค์ขอรับการสนับสนุนซ่อมบำรุงรักษากลับมายังเขตพื้นที่การศึกษา
ขั้นที่ 2 การพิจารณาและจัดสรรงบประมาณแบบมุ่งเป้า คณะกรรมการดำเนินงานได้รวบรวมข้อมูลสถานศึกษาที่แจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งพบว่ามีสถานศึกษาเป้าหมายในกลุ่มที่ต้องเร่งช่วยเหลือส่งข้อมูลเข้ามาจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านดงลาน และ โรงเรียนบ้านชัยมงคล ทางเขตพื้นที่การศึกษาจึงได้ดำเนินการพิจารณาจัดสรรงบประมาณที่ได้ตั้งไว้สำหรับกิจกรรมนี้ จำนวน 20,000 บาท เพื่อเตรียมลงไปช่วยเหลือเป็นค่าวัสดุซ่อมแซมและปรับปรุงระบบให้แก่โรงเรียนดังกล่าว
ขั้นที่ 3 การดำเนินการซ่อมบำรุงและการบูรณาการเครือข่าย ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการจัดสรรงบประมาณและเตรียมลงพื้นที่ซ่อมบำรุง โดยได้มีการประสานงานบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายศูนย์สนับสนุนการศึกษาทางไกลระดับอำเภอ รวมถึงทีมช่างเทคนิคจากภาคีเครือข่ายภายนอก (อาทิ วิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยการอาชีพ) เพื่อเตรียมเข้าตรวจเช็ค ซ่อมแซม หรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียม จอโทรทัศน์ และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ชำรุดของโรงเรียนบ้านดงลานและโรงเรียนบ้านชัยมงคล ให้กลับมามีความพร้อมใช้งาน 100%
การดำเนินงานตามขั้นตอนดังกล่าว ทำให้มั่นใจได้ว่าครูและนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กจะมีสื่อและอุปกรณ์พร้อมสำหรับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้จัดการประชุมคณะทำงานเพื่อวางแผนการดำเนินงาน และได้ดำเนินการแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดสำรวจสภาพปัญหา ความต้องการ พร้อมทั้งแจ้งความประสงค์เพื่อขอรับการสนับสนุนการซ่อมบำรุงอุปกรณ์รับสัญญาณ DLTV
จากการสำรวจพบว่า มีสถานศึกษาเป้าหมายในกลุ่มที่ต้องเร่งช่วยเหลือแจ้งความประสงค์เข้ามาจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านดงลาน และ โรงเรียนบ้านชัยมงคล ซึ่งขณะนี้ทางเขตพื้นที่การศึกษากำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือในส่วนของค่าวัสดุซ่อมแซมและปรับปรุงระบบ จำนวน 20,000 บาท
เพื่อเร่งดำเนินการบำรุงรักษาอุปกรณ์รับสัญญาณ DLTV ของทั้ง 2 โรงเรียนให้กลับมามีสภาพพร้อมใช้งานสำหรับการจัดการเรียนรู้ 100% ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 20,000.00 บาท
ระยะเวลา: 18 พ.ค. 2569 ถึง 18 พ.ค. 2569
วิธีการดำเนินงาน:สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ภายใต้กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านบทบาทของครูปลายทางสู่การเป็น "ผู้อำนวยการเรียนรู้และครูนักวิจัย"
โดยได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการวิจัยในชั้นเรียน เป็นระยะเวลา 1 วัน เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมมะขามหวาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
ในการดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยคณะทำงานและผู้เข้ารับการอบรม รวมจำนวนทั้งสิ้น 84 คน โดยในส่วนของครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กที่เข้ารับการอบรมจริงมี จำนวน 54 คน ซึ่งปรับลดลงจากกลุ่มเป้าหมายเดิม เนื่องจากมีสถานศึกษาบางแห่งได้รับการบริหารจัดการให้มีการยุบรวมหรือเลิกสถานศึกษาตามนโยบาย
กระบวนการอบรมได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ได้แก่ อาจารย์ ดร.ชลลดา ม่วงธนัง และ อาจารย์วิมลวรรณ วงค์ศิริ เข้ามาให้ความรู้และฝึกปฏิบัติจริง (Workshop) แก่คณะครู
โดยมีจุดเด่นคือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบูรณาการเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกในกระบวนการทำวิจัยอย่างเป็นระบบผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
ขั้นที่ 1 การระบุปัญหา กระตุ้นให้ครูผู้สอนระบุความขัดข้องหรือปัญหาหน้างานที่พบจากการเรียนผ่านหน้าจอ DLTV พร้อมทั้งฝึกใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ปัญหา (Root Cause) และช่วยตั้งชื่อเรื่องวิจัยพร้อมกำหนดวัตถุประสงค์ให้มีความคมชัด
ขั้นที่ 2 การหานวัตกรรมที่เหมาะสม ชี้แนะแนวทางการใช้ AI เพื่อค้นหานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก (เช่น เกมไร้คอมพิวเตอร์, สื่อทำมือ)
ขั้นที่ 3 การออกแบบแผนและเครื่องมือวัดผล ฝึกปฏิบัติการใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการร่างแผนการจัดการเรียนรู้ (อาทิ แผนการสอนรูปแบบ 5E) ตลอดจนการออกแบบข้อสอบหรือแบบประเมินพฤติกรรมผู้เรียนให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด
ขั้นที่ 4 การวิเคราะห์ผลและเขียนสรุปแบบง่าย ให้ครูผู้สอนฝึกใช้ AI ในการออกแบบตารางเก็บคะแนน แปลผลสถิติ และร่างบทสรุปวิจัยแบบหน้าเดียว (Research One Page) เพื่อใช้เป็นผลงานและแนวทางการแก้ปัญหาที่นำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของสถานศึกษาต่อไป
การดำเนินงานตามวิธีการดังกล่าว ช่วยลดภาระความยุ่งยากในกระบวนการวิจัยแบบเดิม และกระตุ้นให้ครูผู้สอนนำปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมการสอนได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการวิจัยในชั้นเรียน เป็นเวลา 1 วัน เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมมะขามหวาน
โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยคณะทำงานและผู้เข้ารับการอบรมรวมจำนวน 84 คน ซึ่งมีครูผู้เข้ารับการอบรมจริงจำนวน 54 คน (เนื่องจากมีสถานศึกษาบางแห่งได้รับการบริหารจัดการให้ยุบรวมหรือเลิกสถานศึกษา) โดยใช้งบประมาณในการดำเนินกิจกรรมจำนวน 20,040 บาท งบประมาณที่ใช้ไป 14960 บาท
การดำเนินงานได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ นำโดย อาจารย์ ดร.ชลลดา ม่วงธนัง และ อาจารย์วิมลวรรณ วงค์ศิริ เข้ามาให้ความรู้และนำคณะครูฝึกปฏิบัติการทำวิจัยชั้นเรียน
โดยมีจุดเด่นคือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาบูรณาการเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกใน 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหา (Pain Point) การค้นหานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม การร่างแผนการสอนและเครื่องมือวัดผล และการวิเคราะห์ผลสถิติเพื่อเขียนสรุปรายงานวิจัยแบบหน้าเดียว
ผลจากการดำเนินกิจกรรม ส่งผลให้ครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กได้รับการพัฒนาสมรรถนะและปรับเปลี่ยนบทบาทตนเองสู่การเป็น "ครูนักวิจัย" อย่างเต็มตัว โดยสามารถนำปัญหาที่พบจากการจัดการเรียนรู้ผ่านสื่อ DLTV มาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และจัดทำเป็นผลงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 14,960.00 บาท
ระยะเวลา: 1 มิ.ย. 2569 ถึง 22 มิ.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อประเมินผลความสำเร็จและรวบรวมแบบอย่างที่ดี โดยจัดเวทีการประชุมพิจารณาคัดเลือกผลงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ภายใต้ชื่อผลงาน "โรงเรียนที่มีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)"
ในการดำเนินงานครั้งนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกผลงาน จำนวนทั้งสิ้น 6 คน (ประกอบด้วยผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ รองผู้อำนวยการฯ และคณะศึกษานิเทศก์)
โดยดำเนินการประชุมประเมินผลเชิงประจักษ์และประเมินรูปเล่มรายงาน เป็นระยะเวลา 1 วัน (เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมน้ำผึ้ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1)
โดยมีการบริหารจัดการอย่างคุ้มค่าและใช้งบประมาณในการดำเนินกิจกรรมนี้จำนวนทั้งสิ้น 960 บาท
กระบวนการดำเนินงานประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
ขั้นที่ 1 การประเมินและคัดเลือกผลงาน: คณะกรรมการทั้ง 6 คน ได้ร่วมกันพิจารณาคัดกรองและประเมินผลงานโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ประจำปี 2569 ตามกรอบการประเมินที่กำหนดไว้
ขั้นที่ 2 การสรุปผลและประกาศผลการประเมิน ภายหลังจากการประชุมพิจารณา ได้มีการสรุปผลและออกประกาศผลการคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบอย่างเป็นทางการ โดยมีสถานศึกษาขนาดเล็กที่ผ่านการประเมินผลงานและได้รับการประกาศให้อยู่ในระดับ "ดีเยี่ยม" จำนวน 6 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านดงลาน โรงเรียนบ้านน้ำเดื่อ โรงเรียนบ้านผาทอง โรงเรียนบ้านใหม่วังตะเคียน โรงเรียนบ้านซับข่อย และโรงเรียนบ้านคลองห้วยนา
ขั้นที่ 3 การรวบรวมเป็นฐานข้อมูลนวัตกรรมเพื่อขยายผล: ผลงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือก จะถูกรวบรวมเพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลนวัตกรรมสำหรับเป็นแบบอย่างที่ดีในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อเตรียมนำไปจัดแสดง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และรับรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติต่อไป
การดำเนินงานในกิจกรรมนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมคุณภาพ สร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้บริหารและครูผู้สอน ตลอดจนเป็นการคัดกรองแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปขยายผลลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายได้อย่างยั่งยืน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการประชุมพิจารณาคัดเลือกผลงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ภายใต้ชื่อผลงาน "โรงเรียนที่มีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ในการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)" โดยแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกจำนวน 6 คน ดำเนินการประเมินผลงานเป็นระยะเวลา 1 วัน ซึ่งใช้งบประมาณในการดำเนินกิจกรรมทั้งสิ้น 960 บาท
ผลจากการพิจารณาคัดเลือกและประเมินผลงาน พบว่ามีสถานศึกษาขนาดเล็กที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับการประกาศผลให้อยู่ในระดับ "ดีเยี่ยม" จำนวน 6 โรงเรียน ได้แก่ 1. โรงเรียนบ้านดงลาน 2. โรงเรียนบ้านน้ำเดื่อ 3. โรงเรียนบ้านผาทอง 4. โรงเรียนบ้านใหม่วังตะเคียน 5. โรงเรียนบ้านซับข่อย และ 6. โรงเรียนคลองห้วยนา
ทั้งนี้ คณะกรรมการได้ดำเนินการ นำผลการประกวดในลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นตัวแทนเขตพื้นที่การศึกษา (ได้แก่ โรงเรียนบ้านดงลาน และโรงเรียนบ้านน้ำเดื่อ) ส่งเข้าร่วมการแข่งขันและรับการประเมินคัดเลือกในระดับภาค ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในลำดับต่อไป
ผลสำเร็จจากกิจกรรมนี้ ทำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ ได้มาซึ่งฐานข้อมูลนวัตกรรมและแบบอย่างแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ระดับเขตพื้นที่ ซึ่งจะถูกนำไปใช้จัดแสดงในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC) เพื่อเป็นต้นแบบในการต่อยอดและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายแห่งอื่นๆ ต่อไปอย่างยั่งยืน
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 960.00 บาท
ระยะเวลา: 1 ก.ค. 2569 ถึง 31 ก.ค. 2569
วิธีการดำเนินงาน:งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
ระยะเวลา: 1 ก.ย. 2569 ถึง 30 ก.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
ระยะเวลา: 15 ก.ย. 2569 ถึง 30 ก.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กและการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีทางไกล (DLTV) จนบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 12 (M12) อย่างเป็นรูปธรรม ในมิติต่างๆ ดังนี้
1. คนไทยได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และมีสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ จากการประยุกต์ใช้นวัตกรรม SMART-DLTV Model ควบคู่กับ INNO-SERVICE & STEP Model ส่งผลให้นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กได้รับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะ ความฉลาดรู้ทางดิจิทัล (Digital Literacy) ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีและเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์ม DLTV ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตือรือร้น และปลอดภัย
ตลอดจนได้รับการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการเชิงประจักษ์ สะท้อนจากการยกระดับผลสัมฤทธิ์ระดับชาติอย่างก้าวกระโดด ได้แก่:
ผลการประเมินด้านการอ่าน (RT) ชั้น ป.1 และคุณภาพผู้เรียน (NT) ชั้น ป.3 มีคะแนนเฉลี่ยขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มโรงเรียนต้นแบบความเป็นเลิศ (Best Practice) จำนวน 5 โรงเรียน สามารถยกระดับคะแนนรวม O-NET ชั้น ป.6 และ ม.3 ให้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ได้สำเร็จ
2. มีคุณลักษณะตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม มีคุณธรรม จริยธรรม และดำรงชีวิตร่วมกันได้อย่างสงบสุข นอกเหนือจากการพัฒนาด้านวิชาการ โครงการยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยมีการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบท เช่น นวัตกรรมโครงงานบูรณาการข้ามชั้น ซึ่งเป็นการพลิกวิกฤตของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนหลายระดับชั้น ให้เป็นโอกาสในการฝึกทักษะการทำงานร่วมกันในรูปแบบ "พี่สอนน้อง"
กระบวนการนี้ช่วยหล่อหลอมภาวะผู้นำ ปลูกฝังความมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์สุจริต และความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวและดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ
3. การมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง โครงการได้สร้างภูมิคุ้มกันและยกระดับสมรรถนะของบุคลากรทางการศึกษา โดยเปลี่ยนผ่านบทบาทของครูผู้สอนในพื้นที่ห่างไกลสู่การเป็น "ผู้อำนวยการเรียนรู้ (Active Facilitator)" และ "ครูนักวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Researcher)"
ครูสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบูรณาการเป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์รากเหง้าปัญหาของผู้เรียน (Pain Point) และสร้างสรรค์นวัตกรรมการสอนเพื่อแก้ปัญหาเด็กเป็นรายบุคคลได้อย่างตรงจุด
นอกจากนี้ ยังมีการสร้าง เครือข่ายชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ระหว่างโรงเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ซึ่งเป็นการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
สรุปผลลัพธ์: การดำเนินงานทั้งหมดมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการศึกษา สร้างความเสมอภาค และลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้เยาวชนไทยในพื้นที่ทุรกันดารได้รับการพัฒนาให้เป็น "คนดี คนเก่ง มีคุณภาพ" พร้อมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมฉับพลันของโลก และตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืน
จากการดำเนินงาน แม้ภาพรวมจะประสบความสำเร็จสูง แต่ยังคงพบปัญหาและข้อจำกัดในบางมิติ ได้แก่:
ทักษะการอ่านออกเสียงที่ยังต้องเร่งพัฒนา: จากผลประเมิน RT ชั้น ป.1 ปีการศึกษา 2568 พบว่าแม้คะแนนรวมจะสูงขึ้น แต่ทักษะด้าน "การอ่านออกเสียง" ยังคงมีค่าเฉลี่ยตํ่ากว่าระดับชาติอยู่ร้อยละ -2.07
ความเหลื่อมล้ำในกลุ่มโรงเรียนวิกฤต: พบว่ามีบางสถานศึกษาที่ผลการประเมินลดลงหรืออยู่ในเกณฑ์ "พอใช้" เช่น โรงเรียนบ้านยาวี-ห้วยโป่ง, โรงเรียนบ้านซับข่อย และโรงเรียนบ้านหนองกลอย รวมถึงกลุ่มโรงเรียนวังชมภูที่มีคะแนนเฉลี่ยลดลงจากปีก่อนหน้า
ข้อจำกัดทางกายภาพและเทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกล: โรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาสูง ยังคงเผชิญปัญหาเสถียรภาพของกระแสไฟฟ้า (ไฟตก/ไฟดับ) และปัญหาสัญญาณจานดาวเทียม Ku-Band ที่มักขาดหายในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความต่อเนื่องในการเรียนการสอนผ่าน DLTV
ภาระงานและความต่อเนื่องของบุคลากร: ปัญหาการขาดแคลนครู (ครูไม่ครบชั้น) ผนวกกับภาระงานนอกเหนือการสอน เช่น งานธุรการ งานการเงิน และการโยกย้ายบุคลากรบ่อยครั้ง ทำให้การเตรียมตัวจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ขาดความต่อเนื่องในบางพื้นที่
เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการ ดังนี้:
การปรับยุทธศาสตร์สู่การนิเทศแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Supervision): ควรเปลี่ยนจากการนิเทศภาพรวม เป็นการลงพื้นที่เชิงลึกเพื่อช่วยเหลือ "กลุ่มโรงเรียนวิกฤต" โดยร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึก จัดทำแผนเผชิญเหตุ และให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแบบรายบุคคล เพื่อฟื้นฟูคุณภาพผู้เรียนให้กลับเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน
การรักษาสมดุลในการจัดการเรียนรู้ (Balanced Supervision): สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ ควรกำชับให้ผู้บริหารและครูผู้สอน ให้ความสําคัญกับการวางรากฐาน "ทักษะการอ่านออกเสียง" (การแจกลูกสะกดคํา) ควบคู่ไปกับ "การอ่านเพื่อทําความเข้าใจและคิดวิเคราะห์" เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านออกเสียงให้เติบโตทัดเทียมกับค่าเฉล่ียระดับชาติต่อไป
การถอดบทเรียนและขยายผล (Best Practice Sharing): สำหรับกลุ่มโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์สูงระดับแนวหน้า (เช่น กลุ่มโรงเรียนท่าข้าม, กลุ่มโรงเรียนเพชรวังโป่ง, กลุ่มโรงเรียนบ้านโตกนายมชอนไพร) ควรมีการศึกษาและถอดบทเรียนความสําเร็จ เพื่อจัดทําเป็นฐานข้อมูลวิชาการและนำไปขยายผลเป็นแนวปฏิบัติให้แก่สถานศึกษาเครือข่ายอื่น ๆ
การบูรณาการเครือข่ายอาชีวศึกษาระดับพื้นที่: เพื่อแก้ปัญหาด้านเทคโนโลยี ควรประสานความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานภายนอก เช่น วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ และวิทยาลัยการอาชีพชนแดน เพื่อเข้ามาเป็นทีมช่างเทคนิคในการช่วยซ่อมบำรุงอุปกรณ์รับสัญญาณและเทคโนโลยีให้ทันท่วงที
เนื่องจาก จำนวน ผู้เข้าทำการคัดเลือก ลดลงจาก 10 คนเหลือ 6 คน และจำนวน ผู้เข้ารับการอบรม ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 มีผู้เข้าประชุม น้อยกว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากว่า มีโรงเรียนที่ยุบรวมเลิก อยู่ และจำนวน ศึกษานิเทศก์ ติดภาระกิจไปราชการ