ปีงบประมาณ 2569

โครงการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์ม (OBEC Content Center) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ประจำปีงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

นางสาวสุจิตรา ปอดทองจันทร์
กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา
PRJ-69-0063
งบจัดสรรสุทธิ
10,000.00 ฿
เบิกจ่ายจริง
10,000.00 ฿
คงเหลือ
0.00 ฿
1. วัตถุประสงค์ของโครงการ

1.1 เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) และสมรรถนะการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติงานและการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

1.2 เพื่อส่งเสริม ขับเคลื่อน และนิเทศ กำกับ ติดตามการใช้งานคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์และแพลตฟอร์มดิจิทัล (OBEC Content Center) ของสถานศึกษาในสังกัดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง

1.3 เพื่อปรับปรุงและยกระดับกระบวนการปฏิบัติงานและการให้บริการทางการศึกษาของหน่วยงานภาครัฐให้มีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดข้อจำกัดด้านเวลาและพื้นที่ และสามารถตอบสนอง ความต้องการของประชาชนได้อย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล

2. เป้าหมายที่ดำเนินการได้จริง
2.1 เชิงผลผลิต (Output)
เป้าหมาย: ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร้อยละ 100 ของผู้เข้ารับการพัฒนา

สถานศึกษาในสังกัด 106 แห่ง ได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 โดยมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้ารับการพัฒนาและผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 100 ของผู้เข้ารับการพัฒนา

เป้าหมาย: สถานศึกษาในสังกัด ได้รับการนิเทศ กำกับ และติดตามการใช้งานคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์และแพลตฟอร์มดิจิทัล (OBEC Content Center) จำนวน 106 แห่ง

ได้ดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตาม และให้คำแนะนำเชิงลึกแก่สถานศึกษาผ่านกิจกรรมที่ 1 และกิจกรรมที่ 4 ทั้งในรูปแบบ On-site และ Online ส่งผลให้สถานศึกษาในสังกัดทั้ง 106 แห่ง ได้รับการนิเทศติดตามและเข้าถึงระบบคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์อย่างทั่วถึงโดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือผู้รับผิดชอบการผลิตสื่อ 106 คน จาก 106 โรงเรียนที่ได้รับการส่งเสริมการใช้งานอย่างเป็นระบบ

เป้าหมาย: มีสื่อ นวัตกรรม หรือแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จากผู้เข้ารับการอบรม ร้อยละ ๘0 ของผู้เข้ารับการพัฒนา

มีสื่อ นวัตกรรม หรือแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จากผู้เข้ารับการอบรม ร้อยละ 80 ของผู้เข้ารับการพัฒนา แบ่งออกเป็น 1. จำนวนผู้เข้ารับการพัฒนา มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี AI (กิจกรรมที่ 2) จำนวนทั้งสิ้น 55 คน 3. จำนวนผู้ที่มีผลงาน/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) จากประกาศผลการคัดเลือก มีผู้ผ่านเกณฑ์และได้รับรางวัลในประเภทผู้สร้างสื่อ ผู้ใช้สื่อ และผู้ขับเคลื่อนระบบ รวมทั้งสิ้น 47 คน การคิดคำนวณผลสำเร็จ เมื่อเทียบสัดส่วนผู้ที่มีผลงานเชิงประจักษ์ (47 คน) กับผู้เข้ารับการพัฒนา (55 คน) พบว่ามีผลสำเร็จคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 85.45 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 80 ที่โครงการกำหนด

2.2 เชิงผลลัพธ์ (Outcome)
เป้าหมาย: ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้จากการอบรม (ด้านดิจิทัลและ AI) ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างสื่อ นวัตกรรม หรือปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานจริง คิดเป็นร้อยละ 80 ของผู้ผ่านการอบรม

ผู้ผ่านการอบรมร้อยละ 85.45 แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะในการนำทักษะ AI ไปประยุกต์ใช้จริงเชิงประจักษ์ ผ่านการส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือก Best Practice ครูสามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาในการผลิตสื่อการสอน และเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ในชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมาย: สถานศึกษาในสังกัดมีการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัล (OBEC Content Center) ในการบริหารจัดการหรือจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 100 ของสถานศึกษา ที่ได้รับการนิเทศ

สถานศึกษาทั้ง 106 แห่งได้รับการนิเทศ โดยการขับเคลื่อนการใช้งานแพลตฟอร์มอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้ขับเคลื่อนระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการระบบภายในโรงเรียน ส่งผลให้เกิดระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล (Digital Learning Ecosystem) ที่เข้มแข็ง ครูและนักเรียน สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้มาตรฐานสากลได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)

เป้าหมาย: กระบวนการปฏิบัติงานหรือการให้บริการทางการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในสังกัด มีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอน และมีความโปร่งใสเพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ผ่านโครงการนี้ ช่วยลดภาระงานด้านเอกสารที่ซ้ำซ้อนและลดข้อจำกัดทางกายภาพ กระบวนการนิเทศและการให้บริการทางการศึกษามีความคล่องตัวขึ้น การใช้สื่อดิจิทัลและ AI ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรการเรียนรู้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล และตอบสนองความต้องการของประชาชน (นักเรียนและผู้ปกครอง) ได้อย่างรวดเร็วและประหยัดงบประมาณในระยะยาว

3. ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs)
ที่ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน
1 ร้อยละของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สามารถนำความรู้ทักษะด้านดิจิทัลและ AI ไปประยุกต์สร้างสื่อ นวัตกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ หรือปรับปรุงกระบวนการทำงานได้จริง

จากจำนวนผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสื่อด้วย AI ทั้งสิ้น 55 คน พบว่ามีผู้ที่มีผลงานโดดเด่นและได้รับรางวัลวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในประเภทผู้สร้างสื่อและผู้ใช้สื่อ รวมจำนวน 47 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 96.22 ของผู้เข้ารับการพัฒนา ผลสำเร็จนี้สูงกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ (ร้อยละ 80)

2 จำนวนสถานศึกษาในสังกัดที่ได้รับการนิเทศ กำกับ และติดตามการใช้งาน ระบบคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์ (OBEC Content Center)

สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ได้ดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตามสถานศึกษาผ่านกิจกรรมที่ 1 และ กิจกรรมที่ 4 ทั้งในรูปแบบลงพื้นที่จริง (On-site) และรูปแบบออนไลน์ (Online) ส่งผลให้สถานศึกษาในสังกัดได้รับการนิเทศครบทั้ง 106 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งบรรลุตามค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยมีการจัดเก็บข้อมูลผ่านแบบบันทึกการนิเทศและรายงานผลการใช้งานจากระบบเพื่อยืนยันการเข้าถึงแพลตฟอร์มของทุกโรงเรียน

3 ร้อยละของสถานศึกษาในสังกัด มีการนำระบบแพลตฟอร์มดิจิทัล (OBEC Content Center) ไปใช้บริหารจัดการหรือจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การให้บริการ มีความสะดวกรวดเร็วและลดขั้นตอน

สถานศึกษาในสังกัดมีการขับเคลื่อนการใช้งานระบบอย่างเป็นระบบ โดยมี ผู้ขับเคลื่อนระบบคลังสื่อฯ ที่ผ่านการพัฒนาและทำหน้าที่กำกับดูแลโดยตรงในสถานศึกษา 106 แห่ง ส่งผลให้สถานศึกษาที่ได้รับการนิเทศ (106 แห่ง) สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้สู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลา พื้นที่ และลดขั้นตอนการจัดหาเอกสารสิ่งพิมพ์ การดำเนินงานนี้ถือว่าบรรลุเป้าหมายร้อยละ 80 ที่กำหนดไว้

4. การดำเนินงานกิจกรรม และงบประมาณ
4.1 กิจกรรม: กิจกรรมที่ 1 ประชุมชี้แจงและสร้างการรับรู้นโยบายแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting

ระยะเวลา: 15 พ.ค. 2569 ถึง 30 มิ.ย. 2569

วิธีการดำเนินงาน:

ประชุมชี้แจงและสร้างการรับรู้นโยบายแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ณ ห้องประชุมประกายทอง

ผลการดำเนินงานโดยสังเขป:

ประชุมชี้แจงและสร้างการรับรู้นโยบายแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ณ ห้องประชุมประกายทอง มีโรงเรียนและครูที่รับผิดชอบในสังกัดเข้าร่วมการประชุมในวันและเวลาดังกล่าวครบถ้วน

งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท

4.2 กิจกรรม: กิจกรรมที่ 2 การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ผ่านแพลตฟอร์ม OBEC Content Center จำนวน 1 วัน ผ่านระบบอนนไลน์

ระยะเวลา: 3 มิ.ย. 2569 ถึง 3 มิ.ย. 2569

วิธีการดำเนินงาน:

กิจกรรมนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 เป็นการอบรมเข้มข้นจำนวน 1 วัน โดยดำเนินการผ่าน ระบบออนไลน์ ทั้งหมด

วัตถุประสงค์หลัก

มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Skills) และสมรรถนะการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานและสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาที่ทันสมัย

วิธีการดำเนินงานและกระบวนการอบรม

การอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ครูและบุคลากรจะได้รับการถ่ายทอดความรู้และฝึกปฏิบัติการใช้เทคโนโลยี AI ในการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนการสอนการบูรณาการกับแพลตฟอร์มหลัก: เน้นการนำ AI มาช่วยในการสร้างสื่อเพื่อนำไปใช้ร่วมกับระบบคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์ OBEC Content Center เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการเรียนรู้

การเพิ่มประสิทธิภาพงาน

การดำเนินงานมุ่งหวังให้บุคลากรนำองค์ความรู้ไปใช้เพื่อ ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน ในการผลิตสื่อการสอน

กลุ่มเป้าหมายและผลสำเร็จ

มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมการอบรมและผ่านเกณฑ์การพัฒนา จำนวนทั้งสิ้น 55 คน ผู้ผ่านการอบรมทุกคนได้รับ เกียรติบัตรออนไลน์ ผ่านระบบ QR Code เพื่อรับรองสมรรถนะที่ได้รับจากการพัฒนา

การต่อยอดผลผลิต

ผลจากการอบรมนี้ ครูจะนำความรู้ไปสร้างสื่อ นวัตกรรม หรือแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งจะถูกนำไปประเมินคัดเลือกเป็น วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในขั้นตอนต่อไปของโครงการ

สรุปได้ว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่สำคัญที่ช่วยในการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ในการเปลี่ยนผ่านการทำงานสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยให้ครูสามารถสร้างสื่อการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพมาตรฐานสากล

ผลการดำเนินงานโดยสังเขป:

ผลลัพธ์เชิงปริมาณ

- การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรโครงการประสบความสำเร็จในการสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรในสังกัด ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ การสร้างการรับรู้นโยบาย มีผู้เข้าร่วมประชุมออนไลน์เพื่อขับเคลื่อนระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 จำนวน 106 แห่ง ซึ่งเป็นแกนหลักในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา

- การพัฒนาทักษะ AI ขั้นสูง มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสื่อด้วยเทคโนโลยี AI เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 จำนวน 55 คน โดยผู้ผ่านการอบรมทุกคนได้รับเกียรติบัตรออนไลน์เพื่อรับรองสมรรถนะเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับสถานศึกษา จำนวน 50 คน เพื่อทำหน้าที่นิเทศและกำกับดูแลการใช้งานแพลตฟอร์มภายในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ

ผลลัพธ์เชิงคุณภาพ

ความสำเร็จระดับ "วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ" (Best Practice) ผลจากการพัฒนาส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและสื่อการเรียนรู้เชิงประจักษ์ โดยมีผู้ได้รับรางวัลระดับเขตพื้นที่การศึกษารวมทั้งสิ้น 47 คน แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

ประเภทผู้สร้างสื่อ มีครูที่สามารถผลิตสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลด้วย AI ในระดับ "ดีเยี่ยม" จำนวน 8 ราย และระดับ "ดีมาก" 2 ราย สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ทันสมัยด้วยตนเอง

ประเภทผู้ใช้สื่อ มีครูที่นำสื่อไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนจริงจนเห็นผลลัพธ์ที่โดดเด่นในระดับ "ดีเยี่ยม" จำนวน 14 ราย และระดับ "ดีมาก" 16 ราย ซึ่งช่วยยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในห้องเรียน

ประเภทผู้ขับเคลื่อนระบบ มีผู้บริหารหรือบุคลากรที่บริหารจัดการระบบคลังสื่อในสถานศึกษาได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบให้โรงเรียนอื่น

ผลลัพธ์เชิงระบบ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation)

โครงการนี้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบบริหารจัดการศึกษาในภาพรวม โดยสถานศึกษาทั้ง 106 แห่ง ได้รับการนิเทศและส่งเสริมการใช้ OBEC Content Center ทำให้ครูและนักเรียนเข้าถึงสื่อมาตรฐานสากลได้แบบ Anywhere Anytime ลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษา และสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ ช่วยลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดภาระงานซ้ำซ้อน ในการจัดทำสื่อการสอน ทำให้กระบวนการจัดการเรียนรู้มีความรวดเร็วและทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งการขับเคลื่อนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยให้การบริหารจัดการสื่อและงบประมาณมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และประหยัดงบประมาณในการจัดหาเอกสารสิ่งพิมพ์ในระยะยาว

ผลลัพธ์ระยะยาวและจุดเน้นเชิงยุทธศาสตร์

โครงการนี้ไม่เพียงแต่บรรลุเป้าหมายตามแผนปฏิบัติการ แต่ยังตอบโจทย์ ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ โดยการสร้าง "วัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นนวัตกรรม" และสร้าง "ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital)" ในรูปแบบคลังสื่อดิจิทัลที่จะคงอยู่กับเขตพื้นที่การศึกษาอย่างยั่งยืน

สรุปได้ว่า การดำเนินงานครั้งนี้บรรลุตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ทุกมิติ และเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 สู่มาตรฐานสากล

งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท

4.3 กิจกรรม: กิจกรรมที่ 3 ประชุมคณะกรรมการประเมิน คัดเลือก และตัดสินผลงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) คณะกรรมการ 9 คน 1 วัน

ระยะเวลา: 8 มิ.ย. 2569 ถึง 8 มิ.ย. 2569

วิธีการดำเนินงาน:

กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อกลั่นกรองและเชิดชูเกียรติบุคลากรที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมีกระบวนการดังนี้

1. วันเวลาและคณะกรรมการ ดำเนินการเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เป็นระยะเวลา 1 วัน โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประเมินจำนวน 9 คน

2. คณะกรรมการพิจารณาจากชิ้นงาน นวัตกรรม หรือแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เข้ารับการอบรมส่งเข้าประกวด โดยเน้นการวัดผลจากการนำทักษะด้านดิจิทัลและ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในชั้นเรียน

ผลการดำเนินงานโดยสังเขป:

ประชุมชี้แจงการคัดเลือกผลงานที่มีผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล OBEC Content Centre ระดับเขตพื้นที่การศึกษา

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ดร.ภพเดชา บุญศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 เป็นประธานประชุมชี้แจงการคัดเลือกผลงานที่มีผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล OBEC Content Center ระดับเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมด้วย นางนิลยา ทองศรี ผอ.กลุ่มนิเทศ ติดตามฯ และคณะศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบ เข้าร่วมประชุมฯ เพื่อรับฟังคำชี้แจงรายละเอียดหลักเกณฑ์การคัดเลือกผลงานฯ ซึ่งจะดำเนินการคัดเลือกผลงานฯ เพื่อเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต่อไป ณ ห้องประชุมน้ำผึ้ง สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1

งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 10,000.00 บาท

4.4 กิจกรรม: กิจกรรมที่ 4 การนิเทศ กำกับ ติดตาม และให้คำแนะนำเชิงลึก แก่สถานศึกษา

ระยะเวลา: 10 มิ.ย. 2569 ถึง 11 มิ.ย. 2569

วิธีการดำเนินงาน:

การดำเนินงานในกิจกรรมนี้เป็นการนิเทศเชิงลึก เพื่อสนับสนุนให้ครูและบุคลากรนำเทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์ม OBEC Content Center ไปใช้ได้จริง โดยมีวิธีการดังนี้

1. ดำเนินการในระหว่างวันที่ 10 – 11 มิถุนายน 2569 โดยกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา เป็นผู้รับผิดชอบหลัก รูปแบบการนิเทศ (Hybrid Supervision) ใช้รูปแบบผสมผสานทั้งการลงพื้นที่จริง (On-site) และรูปแบบออนไลน์ (Online) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

2. เครื่องมือและนวัตกรรมการกำกับ ใช้แบบบันทึกการนิเทศ และ สมุดเยี่ยม เพื่อบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพจากการลงพื้นที่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลของแต่ละสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ

3. งบประมาณและการสนับสนุน มีการจัดสรรงบประมาณในส่วน ค่าชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิง (กม. ละ 4 บาท) เพื่อสนับสนุนให้คณะนิเทศสามารถลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและให้คำแนะนำแก่ครูในโรงเรียนต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง

ผลการดำเนินงานโดยสังเขป:

ผลจากการนิเทศติดตาม ส่งผลให้เกิดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ดังนี้

1. สามารถนิเทศ กำกับ และติดตามสถานศึกษาในสังกัดได้ครบทั้ง 106 แห่ง (คิดเป็นร้อยละ 100) ซึ่งบรรลุตามค่าเป้าหมายเชิงผลผลิต (Output) ที่ตั้งไว้

2. การสร้างกลไกขับเคลื่อน จากการนิเทศติดตามและส่งเสริม ทำให้มีผู้ขับเคลื่อนระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล (OBEC Content Center) ในระดับสถานศึกษาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและแกนนำ ในการบริหารจัดการระบบภายในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง การยกระดับสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) สถานศึกษาที่ได้รับการนิเทศมีการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลในการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ คิดเป็นร้อยละ 100 ของสถานศึกษาที่ได้รับการนิเทศ ส่งผลให้การให้บริการทางการศึกษามีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอน และลดข้อจำกัดด้านเวลาและพื้นที่

3. การนิเทศช่วยปิดช่องว่าง ด้านทักษะดิจิทัลของบุคลากร ทำให้ครูเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานสู่การทำงานเชิงรุกที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมีการนำ AI มาใช้ลดภาระงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสื่อการสอน

ดังนั้น กิจกรรมที่ 4 นี้ ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ความรู้จากการอบรมในกิจกรรมที่ 2 กลายเป็นการปฏิบัติจริงในสถานศึกษา ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล (Digital Learning Ecosystem) ที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระดับเขตพื้นที่การศึกษา

งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท

4.5 กิจกรรม: กิจกรรมที่ 5 สรุปและรายงานผลการดำเนินโครงการ

ระยะเวลา: 17 มิ.ย. 2569 ถึง 30 มิ.ย. 2569

วิธีการดำเนินงาน:

กิจกรรมที่ 5 เป็นขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์จากกิจกรรมที่ 1 ถึง 4 เพื่อจัดทำเอกสารรายงานผลการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์เสนอต่อผู้บริหาร โดยมีรายละเอียดดังนี้

ระยะเวลาดำเนินการ

ในช่วงวันที่ 17 – 30 มิถุนายน 2569

ผู้รับผิดชอบ

นางสาวสุจิตรา ปอดทองจันทร์ และคณะทำงานกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา

งบประมาณ

ในส่วนของกิจกรรมที่ 5 นี้ ไม่มีการใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการสรุปงานเชิงบริหารจัดการข้อมูล

กระบวนการทำงาน

การสังเคราะห์ข้อมูล รวบรวมสถิติผู้เข้าร่วมประชุมออนไลน์ (กิจกรรมที่ 1) และผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ (กิจกรรมที่ 2)

การประมวลผลรางวัล สรุปผลการตัดสินจากคณะกรรมการประเมินวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในกิจกรรมที่ 3

การสรุปผลการนิเทศ ประมวลรายงานจากแบบบันทึกการนิเทศและสมุดเยี่ยมจากการลงพื้นที่ 106 โรงเรียนในกิจกรรมที่ 4

การจัดทำเกียรติบัตร จัดทำและออกประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพัฒนาและผู้ได้รับรางวัล เพื่อให้ดาวน์โหลดผ่านระบบ QR Code ออนไลน์

ผลการดำเนินงานโดยสังเขป:

จากการสรุปผลในกิจกรรมที่ 5 พบว่าโครงการบรรลุความสำเร็จตามตัวชี้วัดในระดับสูง ดังนี้

2.1 ด้านการพัฒนาบุคลากร

การสร้างการรับรู้ มีบุคลากรเข้าร่วมขับเคลื่อนระบบคลังสื่อฯ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

การพัฒนาสมรรถนะ AI มีครูและบุคลากรเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสื่อด้วย AI โดยได้รับเกียรติบัตรรับรองสมรรถนะทุกคน

2.2 ด้านความสำเร็จเชิงนวัตกรรม (Best Practice Results) คณะกรรมการได้ตัดสินและประกาศผลผู้มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)

รวมทั้งสิ้น 47 คน เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 โดยแบ่งเป็น

ประเภทผู้สร้างสื่อ ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยม 8 ราย, ดีมาก 2 ราย และเข้าร่วม 2 ราย

ประเภทผู้ใช้สื่อ ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยม 14 ราย, ดีมาก 16 ราย, ดี 3 ราย และเข้าร่วม 1 ราย

ประเภทผู้ขับเคลื่อนระบบ ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยม 1 ราย

2.3 ด้านการนิเทศและผลกระทบ

การครอบคลุมพื้นที่ สามารถนิเทศติดตามการใช้งาน OBEC Content Center ได้ครบทั้ง 106 โรงเรียน ตามเป้าหมาย

การบรรลุ KPIs ผลงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศคิดเป็น ร้อยละ 85.45 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 80 ที่ตั้งไว้

การสรุปผลในกิจกรรมที่ 5 นี้ แสดงให้เห็นว่าโครงการประสบความสำเร็จในการปิดช่องว่าง ด้านทักษะดิจิทัลของบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่รายงาน แต่เป็นทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ของเขตพื้นที่การศึกษาฯ ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลที่ยั่งยืน ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายภาครัฐที่ทันสมัย (Digital Transformation) ได้อย่างแท้จริงครับ

งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท

5. ความเชื่อมโยงกับแผนระดับต่างๆ
5.1 ยุทธศาสตร์ชาติ
ด้าน: ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
เป้าหมาย: 1. ภาครัฐมีวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส
ประเด็น: 4. ภาครัฐมีความทันสมัย
ประเด็นย่อย: 4.2 พัฒนาและปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย
ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (ตามแผน):
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการ "โครงการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (OBEC Content Center)" โดยมีกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การอบรมเชิงปฏิบัติการการสร้างสื่อเทคโนโลยีทางการศึกษาด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา และการนิเทศ กำกับ ติดตามการใช้สื่อเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้จากการดำเนินการดังกล่าว มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ โดยเป็นการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) ให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการ พัฒนาและปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย บุคลากรสามารถนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสื่อการสอนและการปฏิบัติงานการนำระบบแพลตฟอร์มดิจิทัล (OBEC Content Center) มาใช้ขับเคลื่อนการทำงาน ยังสะท้อนถึงการสร้าง วัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม ทำให้สถานศึกษาสามารถให้บริการด้านการศึกษาแก่ประชาชน (นักเรียนและผู้ปกครอง) ได้อย่างรวดเร็ว สะดวก เข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และมีความโปร่งใสในการบริหารจัดการ นำไปสู่การเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ทันสมัยและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ผลการดำเนินงานต่อเป้าหมาย:

ความสำเร็จในการขับเคลื่อนตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากแผนงานและผลการดำเนินงานจริงเชิงประจักษ์ ดังนี้

1. การพัฒนาบุคลากรให้เป็นกลไกขับเคลื่อนภาครัฐที่ทันสมัย โครงการนี้ได้ตอบโจทย์การพัฒนาและปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย (ประเด็นย่อย 4.2) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกระบวนการดังนี้

- การทลายข้อจำกัดด้านทักษะ ผลการดำเนินงานจริงพบว่าสามารถพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีสมรรถนะด้านดิจิทัลขั้นสูงและการใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ได้จำนวน 106 แห่ง ซึ่งทุกคน (ร้อยละ 100) ผ่านการรับรองสมรรถนะ

- การลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพ บุคลากรที่ผ่านการพัฒนาสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการผลิตสื่อการสอนและการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมการทำงานจากแบบเดิมไปสู่การทำงานเชิงรุกที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และช่วยปิดช่องว่างเรื่องการขาดแคลนทักษะดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ความสำเร็จของโครงการไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การอบรม แต่สะท้อนผ่านผลผลิตที่เป็นนวัตกรรมเชิงประจักษ์ ดังนี้

- วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) คณะกรรมการได้คัดเลือกและตัดสินผลงานที่มีคุณภาพโดดเด่นรวมทั้งสิ้น 47 ราย แบ่งเป็นประเภทผู้สร้างสื่อ ผู้ใช้สื่อ และผู้ขับเคลื่อนระบบ

ความสำเร็จเกินเป้าหมาย สัดส่วนผู้ที่มีผลงานระดับ Best Practice คิดเป็นร้อยละ 85.45 ของผู้เข้ารับการพัฒนา ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายที่ยุทธศาสตร์โครงการตั้งไว้ที่ร้อยละ 80

สิ่งนี้แสดงถึงวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งผลประโยชน์ส่วนรวมและการสร้างมาตรฐานการทำงานระดับสากล

3. การยกระดับการบริการประชาชนที่สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส การนำแพลตฟอร์ม OBEC Content Center มาใช้ ส่งผลโดยตรงต่อการให้บริการทางการศึกษา ดังนี้

- การเข้าถึงแบบ Anywhere Anytime การนิเทศติดตามสถานศึกษาทั้ง 106 แห่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบดิจิทัลถูกนำไปใช้จริงในวงกว้าง ช่วยลดข้อจำกัดทางกายภาพ ด้านเวลา และพื้นที่

- ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล การเปลี่ยนกระบวนงานสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ช่วยให้การบริหารจัดการสื่อการเรียนรู้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดภาระงบประมาณในการจัดซื้อสื่อสิ่งพิมพ์แบบเดิม

- การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ โครงการช่วยสร้างทุนทางปัญญา ที่ยั่งยืนให้กับเขตพื้นที่การศึกษา โดยสื่อและองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นจะถูกเก็บรักษาและพัฒนาต่อยอดได้ตลอดเวลา

บทสรุปในภาพรวม การดำเนินโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาทักษะเฉพาะบุคคล แต่เป็นการปฏิรูประบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ให้มีความคล่องตัว ทันสมัย และมีสมรรถนะสูง ซึ่งสอดคล้องและสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติในการเป็นภาครัฐที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพสูงสุด

5.2 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
แผนแม่บท: 20 ประเด็น การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ
เป้าหมาย: ภาครัฐมีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้

ผลการดำเนินงานต่อเป้าหมาย:

ความสำเร็จในการขับเคลื่อนตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ โดยมีรายละเอียดที่ครอบคลุมดังนี้

1. การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โครงการนี้ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นกลไกหลักในการปรับปรุงกระบวนงานบริหารจัดการศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้

- การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Skills) และการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้เพื่อลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน ในการผลิตสื่อการสอนและการปฏิบัติงานจริง

- การสร้างนวัตกรรมต้นแบบ ผลจากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ส่งผลให้เกิดวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่เป็นรูปธรรมถึง 47 รายคิดเป็นร้อยละ 85.45 ของผู้เข้ารับการพัฒนา ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายร้อยละ 80 ที่โครงการกำหนดไว้ สะท้อนถึงการนำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

2. การเปลี่ยนผ่านกระบวนงานสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) โครงการได้ช่วยปิดช่องว่าง (Gap Closing) ในเรื่องการขาดการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผลลัพธ์เชิงระบบดังนี้

- การนิเทศติดตามที่ครอบคลุม สถานศึกษาในสังกัดทั้ง 106 แห่ง (ร้อยละ 100) ได้รับการนิเทศและส่งเสริมการใช้งานแพลตฟอร์ม OBEC Content Center อย่างเป็นระบบทำให้ภาครัฐสามารถให้บริการทางการศึกษาได้โดย ลดข้อจำกัดทางกายภาพ ด้านเวลา และพื้นที่

- การเข้าถึงทรัพยากรแบบ Anywhere Anytime การขับเคลื่อนผ่านระบบดิจิทัลทำให้นักเรียนและครูสามารถเข้าถึงคลังสื่อการเรียนรู้มาตรฐานสากลได้ทุกที่ ทุกเวลาช่วยยกระดับงานบริการภาครัฐด้านการศึกษาให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

3. วัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และธรรมาภิบาล การดำเนินงานตามแผนแม่บทนี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรภาครัฐที่ทันสมัย

- ความโปร่งใสและคุ้มค่า การใช้สื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มส่วนกลางช่วย ประหยัดงบประมาณ และลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาเอกสารสิ่งพิมพ์แบบเดิม อีกทั้งยังทำให้กระบวนการทำงานมีความปลอดภัย สร้างสรรค์ และตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล

- ทุนทางปัญญาที่ยั่งยืน องค์ความรู้และสื่อที่สร้างขึ้นจากการประยุกต์ใช้ AI จะถูกสะสมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล กลายเป็น ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ของเขตพื้นที่การศึกษาที่สามารถนำกลับมาพัฒนาต่อยอดได้ตลอดเวลา โดยไม่สูญหายไปตามตัวบุคคล

บทสรุป ผลการดำเนินงานทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า โครงการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทฯ ประเด็นที่ 20 อย่างสมบูรณ์ โดยเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการปฏิบัติงานแบบเดิมสู่การเป็น หน่วยงานภาครัฐที่ทันสมัย มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการบริการประชาชนได้อย่างแท้จริง

5.3 แผนย่อยของแผนแม่บทฯ
แผนย่อย: 2001 แผนย่อยการพัฒนาบริการประชาชน
เป้าหมาย: งานบริการภาครัฐที่ปรับเปลี่ยนเป็นดิจิทัลเพิ่มขึ้น

ผลการดำเนินงานต่อเป้าหมาย:

การดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ที่สะท้อนถึงการบรรลุเป้าหมายตามแผนย่อยการพัฒนาบริการประชาชน (2001) ภายใต้แผนแม่บทระดับชาติ โดยมีรายละเอียดผลการดำเนินงานเชิงประจักษ์ ดังนี้

1. การปรับเปลี่ยนกระบวนงานสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (Digital Transformation) โครงการนี้ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้งานบริการด้านการศึกษาเข้าสู่ระบบดิจิทัล ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการตามแนวทางการพัฒนาของแผนย่อย ดังนี้

- การพัฒนาต้นทาง (บุคลากร) ดำเนินการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะการสร้างสื่อด้วย AI ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 106 แห่ง ซึ่งได้รับการรับรองสมรรถนะดิจิทัลขั้นสูง (Digital Skills) คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้เข้ารับการพัฒนา

- การจัดการกลางทาง (ระบบและแพลตฟอร์ม) มีการขับเคลื่อนการใช้งานคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์ OBEC Content Center เพื่อเป็นศูนย์กลางทรัพยากรการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐานสากล

- การนิเทศปลายทาง (ติดตามผล) ดำเนินการนิเทศ กำกับ และติดตามสถานศึกษาในสังกัดได้ครบทั้ง 106 แห่ง (ร้อยละ 100) เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติการ

2. การลดข้อจำกัดและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ (Efficiency & Accessibility) ผลการดำเนินงานช่วยปิดช่องว่าง (Gap Closing) ในเรื่องข้อจำกัดทางกายภาพ เวลา และพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

- Anywhere Anytime การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้ผู้เรียน ครู และประชาชนสามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

- ความคุ้มค่าและประหยัดงบประมาณ การเปลี่ยนมาใช้สื่อดิจิทัลและ AI ช่วยลดขั้นตอนการทำงานด้านเอกสาร และลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาเอกสารหรือสื่อสิ่งพิมพ์แบบเดิมได้อย่างเป็นรูปธรรม

3. ผลผลิตเชิงนวัตกรรมที่มีมาตรฐานสากล (Standardized Outcomes) การดำเนินงานส่งผลให้เกิดผลงานที่มีคุณภาพสูงเทียบได้กับมาตรฐานสากล ตามที่กำหนดไว้ในแนวทางการพัฒนาแผนย่อย วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) มีครูและบุคลากรที่สามารถสร้างสรรค์สื่อและนวัตกรรมจากการประยุกต์ใช้ AI จนได้รับรางวัลระดับเขตพื้นที่การศึกษารวมทั้งสิ้น 47 คน ความสำเร็จเกินเป้าหมาย สัดส่วนผู้ที่มีผลงานนวัตกรรมคิดเป็นร้อยละ 85.45 (47 จาก 55 คน) ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายร้อยละ 80 ที่ตั้งไว้ แสดงถึงประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน

4. ธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในงานบริการ (Governance & Transparency) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในการให้บริการภาครัฐ

- ความปลอดภัยและตรวจสอบได้ กระบวนการปฏิบัติงานผ่านระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลและการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ทำให้การให้บริการทางการศึกษามีความปลอดภัย สร้างสรรค์ และสามารถตรวจสอบข้อมูลสถิติการใช้งาน (Log data) ได้ตามหลักธรรมาภิบาล

- วัฒนธรรมการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ เกิดเครือข่ายความร่วมมือและการสร้าง "ทุนทางปัญญา" (Intellectual Capital) ที่ยั่งยืนในรูปแบบคลังสื่อดิจิทัล ซึ่งส่งผลประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน (นักเรียนและผู้ปกครอง) ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย

5.4 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
หมุดหมาย: M13 ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชน
เป้าหมายหลัก: 3. การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม
เป้าหมายระดับหมุดหมาย: การบริการภาครัฐ มีคุณภาพ เข้าถึงได้

ผลการดำเนินงานต่อเป้าหมาย:

ผลการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ที่สะท้อนถึงการบรรลุเป้าหมายตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 โดยมีรายละเอียดที่ครอบคลุมทุกมิติ ดังนี้

1. ภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชน (หมุดหมาย M13)

โครงการนี้ได้เปลี่ยนผ่านการทำงานของบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวสู่ความเป็นภาครัฐดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

- การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร สามารถพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะดิจิทัลขั้นสูงและการใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) จำนวน 106 แห่ง ผ่านการรับรองสมรรถนะ (ร้อยละ 100) ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย ลดขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสื่อการสอน

- วัฒนธรรมองค์กรฐานนวัตกรรม ผลการดำเนินงานก่อให้เกิดผลงานที่เป็น วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ถึง 47 ราย คิดเป็นร้อยละ 85.45 ของผู้เข้ารับการพัฒนา ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ (ร้อยละ 80) สะท้อนถึงภาครัฐที่มีวัฒนธรรมการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์และมีความคล่องตัว (Agility) ต่อการเปลี่ยนแปลง

2. การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม (เป้าหมายหลักที่ 3)

โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา

- การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร การนำแพลตฟอร์ม OBEC Content Center มาใช้ ช่วยให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานสากลได้ทัดเทียมกับพื้นที่ในเมือง

- การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล การดำเนินงานช่วยสร้างทุนทางปัญญา ในรูปแบบคลังสื่อที่ทุกคนเข้าถึงได้ตลอดเวลา (Anywhere Anytime) ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

3. การบริการภาครัฐ มีคุณภาพ เข้าถึงได้ (เป้าหมายระดับหมุดหมาย)

ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นถึงการยกระดับคุณภาพการบริการประชาชน (นักเรียนและผู้ปกครอง) อย่างชัดเจน

- การเข้าถึงที่ครอบคลุม สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ได้ดำเนินการนิเทศ กำกับ และติดตามสถานศึกษาในสังกัดได้ครบทั้ง 106 แห่ง (ร้อยละ 100) เพื่อให้มั่นใจว่าการบริการทางการศึกษารูปแบบดิจิทัลเข้าถึงทุกโรงเรียนอย่างทั่วถึง

- ความรวดเร็วและโปร่งใส การใช้เทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลช่วยให้งานบริการทางการศึกษามีความสะดวกรวดเร็ว ลดภาระงานเอกสาร และสามารถตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล

บทสรุป จากการดำเนินงานตลอดทั้งโครงการ สรุปผลลัพธ์เชิงประจักษ์ได้ดังนี้

- เกิดเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนดิจิทัล มีผู้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบคลังสื่อฯ ในสถานศึกษาจำนวน 106 แห่ง และมีผู้ผ่านการอบรม AI อีก 55 คน

เกิดนวัตกรรมต้นแบบ: มีครูและบุคลากรได้รับรางวัลระดับเขตพื้นที่ฯ ประเภทผู้สร้างสื่อ ผู้ใช้สื่อ และผู้ขับเคลื่อนระบบ รวม 47 คน โดยมีผู้ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยม ในหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนบ้านยางหัวลม, บ้านกงกะยาง และอนุบาลชนแดน

- การนิเทศโรงเรียน ได้รับการส่งเสริมให้ใช้ระบบดิจิทัลในการบริหารจัดการและจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ

- ความคุ้มค่าและยั่งยืน สามารถประหยัดงบประมาณในการจัดหาวัสดุสิ่งพิมพ์และลดข้อจำกัดด้านกายภาพ เวลา และพื้นที่ในการให้บริการได้อย่างยั่งยืน

การดำเนินงานทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าโครงการสามารถปิดช่องว่าง (Gap Closing) ของภาครัฐแบบเดิม และนำไปสู่การเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่ทันสมัยและตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างแท้จริงตามแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13

6. ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ
ปัญหาและอุปสรรค

1. ข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัลขั้นสูง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาส่วนหนึ่งยังขาดความเชี่ยวชาญในทักษะดิจิทัลขั้นสูง โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนการสอน

2. ประสิทธิภาพการใช้งานแพลตฟอร์ม การเข้าถึงและการนำทรัพยากรจากระบบ OBEC Content Center ไปใช้จัดการเรียนรู้ในสถานศึกษายังไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากข้อจำกัดด้านทักษะของบุคลากร

3. กระบวนการทำงานแบบเดิม ขั้นตอนการปฏิบัติงานและการให้บริการทางการศึกษาในรูปแบบเดิมมีความล่าช้า มีขั้นตอนซ้ำซ้อน และขาดความทันสมัยในการตอบสนอง ความต้องการของประชาชน

4. ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลมีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากล ซึ่งเกิดจากข้อจำกัดทางกายภาพ ด้านเวลา และพื้นที่

ข้อเสนอแนะ

1. การพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ควรจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว เพื่อให้บุคลากรเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

2. การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล (Digital Learning Ecosystem) ควรส่งเสริมให้สถานศึกษาใช้แพลตฟอร์ม OBEC Content Center เป็นเครื่องมือหลักในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อลดภาระงานเอกสารและเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน

การนิเทศเชิงรุกและเป็นระบบ: มุ่งเน้นการนิเทศ กำกับ ติดตาม ทั้งแบบ On-site และ Online อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้คำแนะนำเชิงลึกและแก้ไขปัญหาหน้างานของครูได้อย่างทันท่วงที

3. การบริหารจัดการทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ควรนำผลงานที่เป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ทั้ง ๔๗ รายการ ไปเผยแพร่และจัดเก็บในระบบคลังสื่อดิจิทัลของเขตพื้นที่ฯ เพื่อให้ครูท่านอื่นสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ตลอดเวลา โดยไม่สูญหายไปตามตัวบุคคล

4. การปรับวัฒนธรรมองค์กร มุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นนวัตกรรม (Innovation-driven) และมีความตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Agility) เพื่อยกระดับงานบริการภาครัฐให้มีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลตามยุทธศาสตร์ชาติ

สาเหตุที่เบิกจ่ายไม่ตามแผน (กรณีพับงบ/เงินเหลือ)

การส่งผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ทั้งผู้ใช้สื่อ ผู้สร้างสื่อ และ ผู้ขับเคลื่อน มีครูและบุคลากรที่สมัครและส่งผลงานเข้าร่วมจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นในการจัดทำโล่และ

เกียรติบัตรเพิ่มเติม ให้เพียงพอและเหมาะสม ใช้งบประมาณ 10,000 บาท