1.1 เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) และสมรรถนะการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปฏิบัติงานและการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
1.2 เพื่อส่งเสริม ขับเคลื่อน และนิเทศ กำกับ ติดตามการใช้งานคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์และแพลตฟอร์มดิจิทัล (OBEC Content Center) ของสถานศึกษาในสังกัดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง
1.3 เพื่อปรับปรุงและยกระดับกระบวนการปฏิบัติงานและการให้บริการทางการศึกษาของหน่วยงานภาครัฐให้มีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดข้อจำกัดด้านเวลาและพื้นที่ และสามารถตอบสนอง ความต้องการของประชาชนได้อย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล
สถานศึกษาในสังกัด 106 แห่ง ได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 โดยมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้ารับการพัฒนาและผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 100 ของผู้เข้ารับการพัฒนา
ได้ดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตาม และให้คำแนะนำเชิงลึกแก่สถานศึกษาผ่านกิจกรรมที่ 1 และกิจกรรมที่ 4 ทั้งในรูปแบบ On-site และ Online ส่งผลให้สถานศึกษาในสังกัดทั้ง 106 แห่ง ได้รับการนิเทศติดตามและเข้าถึงระบบคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์อย่างทั่วถึงโดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือผู้รับผิดชอบการผลิตสื่อ 106 คน จาก 106 โรงเรียนที่ได้รับการส่งเสริมการใช้งานอย่างเป็นระบบ
มีสื่อ นวัตกรรม หรือแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จากผู้เข้ารับการอบรม ร้อยละ 80 ของผู้เข้ารับการพัฒนา แบ่งออกเป็น 1. จำนวนผู้เข้ารับการพัฒนา มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี AI (กิจกรรมที่ 2) จำนวนทั้งสิ้น 55 คน 3. จำนวนผู้ที่มีผลงาน/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) จากประกาศผลการคัดเลือก มีผู้ผ่านเกณฑ์และได้รับรางวัลในประเภทผู้สร้างสื่อ ผู้ใช้สื่อ และผู้ขับเคลื่อนระบบ รวมทั้งสิ้น 47 คน การคิดคำนวณผลสำเร็จ เมื่อเทียบสัดส่วนผู้ที่มีผลงานเชิงประจักษ์ (47 คน) กับผู้เข้ารับการพัฒนา (55 คน) พบว่ามีผลสำเร็จคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 85.45 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 80 ที่โครงการกำหนด
ผู้ผ่านการอบรมร้อยละ 85.45 แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะในการนำทักษะ AI ไปประยุกต์ใช้จริงเชิงประจักษ์ ผ่านการส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือก Best Practice ครูสามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาในการผลิตสื่อการสอน และเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ในชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถานศึกษาทั้ง 106 แห่งได้รับการนิเทศ โดยการขับเคลื่อนการใช้งานแพลตฟอร์มอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้ขับเคลื่อนระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการบริหารจัดการระบบภายในโรงเรียน ส่งผลให้เกิดระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล (Digital Learning Ecosystem) ที่เข้มแข็ง ครูและนักเรียน สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้มาตรฐานสากลได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ผ่านโครงการนี้ ช่วยลดภาระงานด้านเอกสารที่ซ้ำซ้อนและลดข้อจำกัดทางกายภาพ กระบวนการนิเทศและการให้บริการทางการศึกษามีความคล่องตัวขึ้น การใช้สื่อดิจิทัลและ AI ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรการเรียนรู้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล และตอบสนองความต้องการของประชาชน (นักเรียนและผู้ปกครอง) ได้อย่างรวดเร็วและประหยัดงบประมาณในระยะยาว
| ที่ | ตัวชี้วัด | ผลการดำเนินงาน |
|---|---|---|
| 1 | ร้อยละของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สามารถนำความรู้ทักษะด้านดิจิทัลและ AI ไปประยุกต์สร้างสื่อ นวัตกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ หรือปรับปรุงกระบวนการทำงานได้จริง | จากจำนวนผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสื่อด้วย AI ทั้งสิ้น 55 คน พบว่ามีผู้ที่มีผลงานโดดเด่นและได้รับรางวัลวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในประเภทผู้สร้างสื่อและผู้ใช้สื่อ รวมจำนวน 47 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 96.22 ของผู้เข้ารับการพัฒนา ผลสำเร็จนี้สูงกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ (ร้อยละ 80) |
| 2 | จำนวนสถานศึกษาในสังกัดที่ได้รับการนิเทศ กำกับ และติดตามการใช้งาน ระบบคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์ (OBEC Content Center) | สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ได้ดำเนินการนิเทศ กำกับ ติดตามสถานศึกษาผ่านกิจกรรมที่ 1 และ กิจกรรมที่ 4 ทั้งในรูปแบบลงพื้นที่จริง (On-site) และรูปแบบออนไลน์ (Online) ส่งผลให้สถานศึกษาในสังกัดได้รับการนิเทศครบทั้ง 106 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งบรรลุตามค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยมีการจัดเก็บข้อมูลผ่านแบบบันทึกการนิเทศและรายงานผลการใช้งานจากระบบเพื่อยืนยันการเข้าถึงแพลตฟอร์มของทุกโรงเรียน |
| 3 | ร้อยละของสถานศึกษาในสังกัด มีการนำระบบแพลตฟอร์มดิจิทัล (OBEC Content Center) ไปใช้บริหารจัดการหรือจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การให้บริการ มีความสะดวกรวดเร็วและลดขั้นตอน | สถานศึกษาในสังกัดมีการขับเคลื่อนการใช้งานระบบอย่างเป็นระบบ โดยมี ผู้ขับเคลื่อนระบบคลังสื่อฯ ที่ผ่านการพัฒนาและทำหน้าที่กำกับดูแลโดยตรงในสถานศึกษา 106 แห่ง ส่งผลให้สถานศึกษาที่ได้รับการนิเทศ (106 แห่ง) สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้สู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลา พื้นที่ และลดขั้นตอนการจัดหาเอกสารสิ่งพิมพ์ การดำเนินงานนี้ถือว่าบรรลุเป้าหมายร้อยละ 80 ที่กำหนดไว้ |
ระยะเวลา: 15 พ.ค. 2569 ถึง 30 มิ.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:ประชุมชี้แจงและสร้างการรับรู้นโยบายแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ณ ห้องประชุมประกายทอง
ประชุมชี้แจงและสร้างการรับรู้นโยบายแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ณ ห้องประชุมประกายทอง มีโรงเรียนและครูที่รับผิดชอบในสังกัดเข้าร่วมการประชุมในวันและเวลาดังกล่าวครบถ้วน
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
ระยะเวลา: 3 มิ.ย. 2569 ถึง 3 มิ.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:กิจกรรมนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 เป็นการอบรมเข้มข้นจำนวน 1 วัน โดยดำเนินการผ่าน ระบบออนไลน์ ทั้งหมด
วัตถุประสงค์หลัก
มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Skills) และสมรรถนะการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานและสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาที่ทันสมัย
วิธีการดำเนินงานและกระบวนการอบรม
การอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ครูและบุคลากรจะได้รับการถ่ายทอดความรู้และฝึกปฏิบัติการใช้เทคโนโลยี AI ในการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนการสอนการบูรณาการกับแพลตฟอร์มหลัก: เน้นการนำ AI มาช่วยในการสร้างสื่อเพื่อนำไปใช้ร่วมกับระบบคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์ OBEC Content Center เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการเรียนรู้
การเพิ่มประสิทธิภาพงาน
การดำเนินงานมุ่งหวังให้บุคลากรนำองค์ความรู้ไปใช้เพื่อ ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน ในการผลิตสื่อการสอน
กลุ่มเป้าหมายและผลสำเร็จ
มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมการอบรมและผ่านเกณฑ์การพัฒนา จำนวนทั้งสิ้น 55 คน ผู้ผ่านการอบรมทุกคนได้รับ เกียรติบัตรออนไลน์ ผ่านระบบ QR Code เพื่อรับรองสมรรถนะที่ได้รับจากการพัฒนา
การต่อยอดผลผลิต
ผลจากการอบรมนี้ ครูจะนำความรู้ไปสร้างสื่อ นวัตกรรม หรือแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งจะถูกนำไปประเมินคัดเลือกเป็น วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในขั้นตอนต่อไปของโครงการ
สรุปได้ว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่สำคัญที่ช่วยในการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ในการเปลี่ยนผ่านการทำงานสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยให้ครูสามารถสร้างสื่อการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพมาตรฐานสากล
ผลลัพธ์เชิงปริมาณ
- การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรโครงการประสบความสำเร็จในการสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรในสังกัด ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ การสร้างการรับรู้นโยบาย มีผู้เข้าร่วมประชุมออนไลน์เพื่อขับเคลื่อนระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 จำนวน 106 แห่ง ซึ่งเป็นแกนหลักในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา
- การพัฒนาทักษะ AI ขั้นสูง มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสื่อด้วยเทคโนโลยี AI เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 จำนวน 55 คน โดยผู้ผ่านการอบรมทุกคนได้รับเกียรติบัตรออนไลน์เพื่อรับรองสมรรถนะเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับสถานศึกษา จำนวน 50 คน เพื่อทำหน้าที่นิเทศและกำกับดูแลการใช้งานแพลตฟอร์มภายในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ
ผลลัพธ์เชิงคุณภาพ
ความสำเร็จระดับ "วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ" (Best Practice) ผลจากการพัฒนาส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและสื่อการเรียนรู้เชิงประจักษ์ โดยมีผู้ได้รับรางวัลระดับเขตพื้นที่การศึกษารวมทั้งสิ้น 47 คน แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
ประเภทผู้สร้างสื่อ มีครูที่สามารถผลิตสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลด้วย AI ในระดับ "ดีเยี่ยม" จำนวน 8 ราย และระดับ "ดีมาก" 2 ราย สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ทันสมัยด้วยตนเอง
ประเภทผู้ใช้สื่อ มีครูที่นำสื่อไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนจริงจนเห็นผลลัพธ์ที่โดดเด่นในระดับ "ดีเยี่ยม" จำนวน 14 ราย และระดับ "ดีมาก" 16 ราย ซึ่งช่วยยกระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในห้องเรียน
ประเภทผู้ขับเคลื่อนระบบ มีผู้บริหารหรือบุคลากรที่บริหารจัดการระบบคลังสื่อในสถานศึกษาได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบให้โรงเรียนอื่น
ผลลัพธ์เชิงระบบ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation)
โครงการนี้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบบริหารจัดการศึกษาในภาพรวม โดยสถานศึกษาทั้ง 106 แห่ง ได้รับการนิเทศและส่งเสริมการใช้ OBEC Content Center ทำให้ครูและนักเรียนเข้าถึงสื่อมาตรฐานสากลได้แบบ Anywhere Anytime ลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษา และสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ ช่วยลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดภาระงานซ้ำซ้อน ในการจัดทำสื่อการสอน ทำให้กระบวนการจัดการเรียนรู้มีความรวดเร็วและทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งการขับเคลื่อนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยให้การบริหารจัดการสื่อและงบประมาณมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และประหยัดงบประมาณในการจัดหาเอกสารสิ่งพิมพ์ในระยะยาว
ผลลัพธ์ระยะยาวและจุดเน้นเชิงยุทธศาสตร์
โครงการนี้ไม่เพียงแต่บรรลุเป้าหมายตามแผนปฏิบัติการ แต่ยังตอบโจทย์ ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ โดยการสร้าง "วัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นนวัตกรรม" และสร้าง "ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital)" ในรูปแบบคลังสื่อดิจิทัลที่จะคงอยู่กับเขตพื้นที่การศึกษาอย่างยั่งยืน
สรุปได้ว่า การดำเนินงานครั้งนี้บรรลุตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ทุกมิติ และเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 สู่มาตรฐานสากล
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
ระยะเวลา: 8 มิ.ย. 2569 ถึง 8 มิ.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อกลั่นกรองและเชิดชูเกียรติบุคลากรที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมีกระบวนการดังนี้
1. วันเวลาและคณะกรรมการ ดำเนินการเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เป็นระยะเวลา 1 วัน โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประเมินจำนวน 9 คน
2. คณะกรรมการพิจารณาจากชิ้นงาน นวัตกรรม หรือแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เข้ารับการอบรมส่งเข้าประกวด โดยเน้นการวัดผลจากการนำทักษะด้านดิจิทัลและ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในชั้นเรียน
ประชุมชี้แจงการคัดเลือกผลงานที่มีผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล OBEC Content Centre ระดับเขตพื้นที่การศึกษา
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ดร.ภพเดชา บุญศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 เป็นประธานประชุมชี้แจงการคัดเลือกผลงานที่มีผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล OBEC Content Center ระดับเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมด้วย นางนิลยา ทองศรี ผอ.กลุ่มนิเทศ ติดตามฯ และคณะศึกษานิเทศก์ผู้รับผิดชอบ เข้าร่วมประชุมฯ เพื่อรับฟังคำชี้แจงรายละเอียดหลักเกณฑ์การคัดเลือกผลงานฯ ซึ่งจะดำเนินการคัดเลือกผลงานฯ เพื่อเสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต่อไป ณ ห้องประชุมน้ำผึ้ง สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 10,000.00 บาท
ระยะเวลา: 10 มิ.ย. 2569 ถึง 11 มิ.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:การดำเนินงานในกิจกรรมนี้เป็นการนิเทศเชิงลึก เพื่อสนับสนุนให้ครูและบุคลากรนำเทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์ม OBEC Content Center ไปใช้ได้จริง โดยมีวิธีการดังนี้
1. ดำเนินการในระหว่างวันที่ 10 – 11 มิถุนายน 2569 โดยกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา เป็นผู้รับผิดชอบหลัก รูปแบบการนิเทศ (Hybrid Supervision) ใช้รูปแบบผสมผสานทั้งการลงพื้นที่จริง (On-site) และรูปแบบออนไลน์ (Online) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
2. เครื่องมือและนวัตกรรมการกำกับ ใช้แบบบันทึกการนิเทศ และ สมุดเยี่ยม เพื่อบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพจากการลงพื้นที่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลของแต่ละสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ
3. งบประมาณและการสนับสนุน มีการจัดสรรงบประมาณในส่วน ค่าชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิง (กม. ละ 4 บาท) เพื่อสนับสนุนให้คณะนิเทศสามารถลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและให้คำแนะนำแก่ครูในโรงเรียนต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง
ผลจากการนิเทศติดตาม ส่งผลให้เกิดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ดังนี้
1. สามารถนิเทศ กำกับ และติดตามสถานศึกษาในสังกัดได้ครบทั้ง 106 แห่ง (คิดเป็นร้อยละ 100) ซึ่งบรรลุตามค่าเป้าหมายเชิงผลผลิต (Output) ที่ตั้งไว้
2. การสร้างกลไกขับเคลื่อน จากการนิเทศติดตามและส่งเสริม ทำให้มีผู้ขับเคลื่อนระบบคลังสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล (OBEC Content Center) ในระดับสถานศึกษาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและแกนนำ ในการบริหารจัดการระบบภายในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง การยกระดับสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) สถานศึกษาที่ได้รับการนิเทศมีการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลในการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ คิดเป็นร้อยละ 100 ของสถานศึกษาที่ได้รับการนิเทศ ส่งผลให้การให้บริการทางการศึกษามีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอน และลดข้อจำกัดด้านเวลาและพื้นที่
3. การนิเทศช่วยปิดช่องว่าง ด้านทักษะดิจิทัลของบุคลากร ทำให้ครูเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานสู่การทำงานเชิงรุกที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมีการนำ AI มาใช้ลดภาระงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสื่อการสอน
ดังนั้น กิจกรรมที่ 4 นี้ ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ความรู้จากการอบรมในกิจกรรมที่ 2 กลายเป็นการปฏิบัติจริงในสถานศึกษา ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล (Digital Learning Ecosystem) ที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระดับเขตพื้นที่การศึกษา
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
ระยะเวลา: 17 มิ.ย. 2569 ถึง 30 มิ.ย. 2569
วิธีการดำเนินงาน:กิจกรรมที่ 5 เป็นขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์จากกิจกรรมที่ 1 ถึง 4 เพื่อจัดทำเอกสารรายงานผลการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์เสนอต่อผู้บริหาร โดยมีรายละเอียดดังนี้
ระยะเวลาดำเนินการ
ในช่วงวันที่ 17 – 30 มิถุนายน 2569
ผู้รับผิดชอบ
นางสาวสุจิตรา ปอดทองจันทร์ และคณะทำงานกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา
งบประมาณ
ในส่วนของกิจกรรมที่ 5 นี้ ไม่มีการใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการสรุปงานเชิงบริหารจัดการข้อมูล
กระบวนการทำงาน
การสังเคราะห์ข้อมูล รวบรวมสถิติผู้เข้าร่วมประชุมออนไลน์ (กิจกรรมที่ 1) และผู้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ (กิจกรรมที่ 2)
การประมวลผลรางวัล สรุปผลการตัดสินจากคณะกรรมการประเมินวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในกิจกรรมที่ 3
การสรุปผลการนิเทศ ประมวลรายงานจากแบบบันทึกการนิเทศและสมุดเยี่ยมจากการลงพื้นที่ 106 โรงเรียนในกิจกรรมที่ 4
การจัดทำเกียรติบัตร จัดทำและออกประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพัฒนาและผู้ได้รับรางวัล เพื่อให้ดาวน์โหลดผ่านระบบ QR Code ออนไลน์
จากการสรุปผลในกิจกรรมที่ 5 พบว่าโครงการบรรลุความสำเร็จตามตัวชี้วัดในระดับสูง ดังนี้
2.1 ด้านการพัฒนาบุคลากร
การสร้างการรับรู้ มีบุคลากรเข้าร่วมขับเคลื่อนระบบคลังสื่อฯ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569
การพัฒนาสมรรถนะ AI มีครูและบุคลากรเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสื่อด้วย AI โดยได้รับเกียรติบัตรรับรองสมรรถนะทุกคน
2.2 ด้านความสำเร็จเชิงนวัตกรรม (Best Practice Results) คณะกรรมการได้ตัดสินและประกาศผลผู้มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
รวมทั้งสิ้น 47 คน เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 โดยแบ่งเป็น
ประเภทผู้สร้างสื่อ ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยม 8 ราย, ดีมาก 2 ราย และเข้าร่วม 2 ราย
ประเภทผู้ใช้สื่อ ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยม 14 ราย, ดีมาก 16 ราย, ดี 3 ราย และเข้าร่วม 1 ราย
ประเภทผู้ขับเคลื่อนระบบ ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยม 1 ราย
2.3 ด้านการนิเทศและผลกระทบ
การครอบคลุมพื้นที่ สามารถนิเทศติดตามการใช้งาน OBEC Content Center ได้ครบทั้ง 106 โรงเรียน ตามเป้าหมาย
การบรรลุ KPIs ผลงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศคิดเป็น ร้อยละ 85.45 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 80 ที่ตั้งไว้
การสรุปผลในกิจกรรมที่ 5 นี้ แสดงให้เห็นว่าโครงการประสบความสำเร็จในการปิดช่องว่าง ด้านทักษะดิจิทัลของบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่รายงาน แต่เป็นทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ของเขตพื้นที่การศึกษาฯ ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลที่ยั่งยืน ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายภาครัฐที่ทันสมัย (Digital Transformation) ได้อย่างแท้จริงครับ
งบประมาณเบิกจ่ายตามเอกสาร: 0.00 บาท
ความสำเร็จในการขับเคลื่อนตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากแผนงานและผลการดำเนินงานจริงเชิงประจักษ์ ดังนี้
1. การพัฒนาบุคลากรให้เป็นกลไกขับเคลื่อนภาครัฐที่ทันสมัย โครงการนี้ได้ตอบโจทย์การพัฒนาและปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย (ประเด็นย่อย 4.2) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกระบวนการดังนี้
- การทลายข้อจำกัดด้านทักษะ ผลการดำเนินงานจริงพบว่าสามารถพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีสมรรถนะด้านดิจิทัลขั้นสูงและการใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ได้จำนวน 106 แห่ง ซึ่งทุกคน (ร้อยละ 100) ผ่านการรับรองสมรรถนะ
- การลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพ บุคลากรที่ผ่านการพัฒนาสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการผลิตสื่อการสอนและการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมการทำงานจากแบบเดิมไปสู่การทำงานเชิงรุกที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และช่วยปิดช่องว่างเรื่องการขาดแคลนทักษะดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ความสำเร็จของโครงการไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การอบรม แต่สะท้อนผ่านผลผลิตที่เป็นนวัตกรรมเชิงประจักษ์ ดังนี้
- วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) คณะกรรมการได้คัดเลือกและตัดสินผลงานที่มีคุณภาพโดดเด่นรวมทั้งสิ้น 47 ราย แบ่งเป็นประเภทผู้สร้างสื่อ ผู้ใช้สื่อ และผู้ขับเคลื่อนระบบ
ความสำเร็จเกินเป้าหมาย สัดส่วนผู้ที่มีผลงานระดับ Best Practice คิดเป็นร้อยละ 85.45 ของผู้เข้ารับการพัฒนา ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายที่ยุทธศาสตร์โครงการตั้งไว้ที่ร้อยละ 80
สิ่งนี้แสดงถึงวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งผลประโยชน์ส่วนรวมและการสร้างมาตรฐานการทำงานระดับสากล
3. การยกระดับการบริการประชาชนที่สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส การนำแพลตฟอร์ม OBEC Content Center มาใช้ ส่งผลโดยตรงต่อการให้บริการทางการศึกษา ดังนี้
- การเข้าถึงแบบ Anywhere Anytime การนิเทศติดตามสถานศึกษาทั้ง 106 แห่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าระบบดิจิทัลถูกนำไปใช้จริงในวงกว้าง ช่วยลดข้อจำกัดทางกายภาพ ด้านเวลา และพื้นที่
- ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล การเปลี่ยนกระบวนงานสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ช่วยให้การบริหารจัดการสื่อการเรียนรู้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดภาระงบประมาณในการจัดซื้อสื่อสิ่งพิมพ์แบบเดิม
- การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ โครงการช่วยสร้างทุนทางปัญญา ที่ยั่งยืนให้กับเขตพื้นที่การศึกษา โดยสื่อและองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นจะถูกเก็บรักษาและพัฒนาต่อยอดได้ตลอดเวลา
บทสรุปในภาพรวม การดำเนินโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาทักษะเฉพาะบุคคล แต่เป็นการปฏิรูประบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ให้มีความคล่องตัว ทันสมัย และมีสมรรถนะสูง ซึ่งสอดคล้องและสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติในการเป็นภาครัฐที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ความสำเร็จในการขับเคลื่อนตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ โดยมีรายละเอียดที่ครอบคลุมดังนี้
1. การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โครงการนี้ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นกลไกหลักในการปรับปรุงกระบวนงานบริหารจัดการศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้
- การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Skills) และการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้เพื่อลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน ในการผลิตสื่อการสอนและการปฏิบัติงานจริง
- การสร้างนวัตกรรมต้นแบบ ผลจากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ส่งผลให้เกิดวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ที่เป็นรูปธรรมถึง 47 รายคิดเป็นร้อยละ 85.45 ของผู้เข้ารับการพัฒนา ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายร้อยละ 80 ที่โครงการกำหนดไว้ สะท้อนถึงการนำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
2. การเปลี่ยนผ่านกระบวนงานสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) โครงการได้ช่วยปิดช่องว่าง (Gap Closing) ในเรื่องการขาดการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผลลัพธ์เชิงระบบดังนี้
- การนิเทศติดตามที่ครอบคลุม สถานศึกษาในสังกัดทั้ง 106 แห่ง (ร้อยละ 100) ได้รับการนิเทศและส่งเสริมการใช้งานแพลตฟอร์ม OBEC Content Center อย่างเป็นระบบทำให้ภาครัฐสามารถให้บริการทางการศึกษาได้โดย ลดข้อจำกัดทางกายภาพ ด้านเวลา และพื้นที่
- การเข้าถึงทรัพยากรแบบ Anywhere Anytime การขับเคลื่อนผ่านระบบดิจิทัลทำให้นักเรียนและครูสามารถเข้าถึงคลังสื่อการเรียนรู้มาตรฐานสากลได้ทุกที่ ทุกเวลาช่วยยกระดับงานบริการภาครัฐด้านการศึกษาให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น
3. วัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และธรรมาภิบาล การดำเนินงานตามแผนแม่บทนี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรภาครัฐที่ทันสมัย
- ความโปร่งใสและคุ้มค่า การใช้สื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มส่วนกลางช่วย ประหยัดงบประมาณ และลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาเอกสารสิ่งพิมพ์แบบเดิม อีกทั้งยังทำให้กระบวนการทำงานมีความปลอดภัย สร้างสรรค์ และตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล
- ทุนทางปัญญาที่ยั่งยืน องค์ความรู้และสื่อที่สร้างขึ้นจากการประยุกต์ใช้ AI จะถูกสะสมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล กลายเป็น ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ของเขตพื้นที่การศึกษาที่สามารถนำกลับมาพัฒนาต่อยอดได้ตลอดเวลา โดยไม่สูญหายไปตามตัวบุคคล
บทสรุป ผลการดำเนินงานทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า โครงการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทฯ ประเด็นที่ 20 อย่างสมบูรณ์ โดยเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการปฏิบัติงานแบบเดิมสู่การเป็น หน่วยงานภาครัฐที่ทันสมัย มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการบริการประชาชนได้อย่างแท้จริง
การดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ที่สะท้อนถึงการบรรลุเป้าหมายตามแผนย่อยการพัฒนาบริการประชาชน (2001) ภายใต้แผนแม่บทระดับชาติ โดยมีรายละเอียดผลการดำเนินงานเชิงประจักษ์ ดังนี้
1. การปรับเปลี่ยนกระบวนงานสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (Digital Transformation) โครงการนี้ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้งานบริการด้านการศึกษาเข้าสู่ระบบดิจิทัล ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการตามแนวทางการพัฒนาของแผนย่อย ดังนี้
- การพัฒนาต้นทาง (บุคลากร) ดำเนินการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะการสร้างสื่อด้วย AI ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 106 แห่ง ซึ่งได้รับการรับรองสมรรถนะดิจิทัลขั้นสูง (Digital Skills) คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้เข้ารับการพัฒนา
- การจัดการกลางทาง (ระบบและแพลตฟอร์ม) มีการขับเคลื่อนการใช้งานคลังเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์ OBEC Content Center เพื่อเป็นศูนย์กลางทรัพยากรการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐานสากล
- การนิเทศปลายทาง (ติดตามผล) ดำเนินการนิเทศ กำกับ และติดตามสถานศึกษาในสังกัดได้ครบทั้ง 106 แห่ง (ร้อยละ 100) เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติการ
2. การลดข้อจำกัดและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ (Efficiency & Accessibility) ผลการดำเนินงานช่วยปิดช่องว่าง (Gap Closing) ในเรื่องข้อจำกัดทางกายภาพ เวลา และพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
- Anywhere Anytime การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้ผู้เรียน ครู และประชาชนสามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
- ความคุ้มค่าและประหยัดงบประมาณ การเปลี่ยนมาใช้สื่อดิจิทัลและ AI ช่วยลดขั้นตอนการทำงานด้านเอกสาร และลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาเอกสารหรือสื่อสิ่งพิมพ์แบบเดิมได้อย่างเป็นรูปธรรม
3. ผลผลิตเชิงนวัตกรรมที่มีมาตรฐานสากล (Standardized Outcomes) การดำเนินงานส่งผลให้เกิดผลงานที่มีคุณภาพสูงเทียบได้กับมาตรฐานสากล ตามที่กำหนดไว้ในแนวทางการพัฒนาแผนย่อย วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) มีครูและบุคลากรที่สามารถสร้างสรรค์สื่อและนวัตกรรมจากการประยุกต์ใช้ AI จนได้รับรางวัลระดับเขตพื้นที่การศึกษารวมทั้งสิ้น 47 คน ความสำเร็จเกินเป้าหมาย สัดส่วนผู้ที่มีผลงานนวัตกรรมคิดเป็นร้อยละ 85.45 (47 จาก 55 คน) ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายร้อยละ 80 ที่ตั้งไว้ แสดงถึงประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน
4. ธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในงานบริการ (Governance & Transparency) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในการให้บริการภาครัฐ
- ความปลอดภัยและตรวจสอบได้ กระบวนการปฏิบัติงานผ่านระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลและการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ทำให้การให้บริการทางการศึกษามีความปลอดภัย สร้างสรรค์ และสามารถตรวจสอบข้อมูลสถิติการใช้งาน (Log data) ได้ตามหลักธรรมาภิบาล
- วัฒนธรรมการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ เกิดเครือข่ายความร่วมมือและการสร้าง "ทุนทางปัญญา" (Intellectual Capital) ที่ยั่งยืนในรูปแบบคลังสื่อดิจิทัล ซึ่งส่งผลประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน (นักเรียนและผู้ปกครอง) ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย
ผลการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ที่สะท้อนถึงการบรรลุเป้าหมายตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 โดยมีรายละเอียดที่ครอบคลุมทุกมิติ ดังนี้
1. ภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชน (หมุดหมาย M13)
โครงการนี้ได้เปลี่ยนผ่านการทำงานของบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวสู่ความเป็นภาครัฐดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
- การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร สามารถพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะดิจิทัลขั้นสูงและการใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) จำนวน 106 แห่ง ผ่านการรับรองสมรรถนะ (ร้อยละ 100) ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย ลดขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสื่อการสอน
- วัฒนธรรมองค์กรฐานนวัตกรรม ผลการดำเนินงานก่อให้เกิดผลงานที่เป็น วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ถึง 47 ราย คิดเป็นร้อยละ 85.45 ของผู้เข้ารับการพัฒนา ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ (ร้อยละ 80) สะท้อนถึงภาครัฐที่มีวัฒนธรรมการทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์และมีความคล่องตัว (Agility) ต่อการเปลี่ยนแปลง
2. การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม (เป้าหมายหลักที่ 3)
โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา
- การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร การนำแพลตฟอร์ม OBEC Content Center มาใช้ ช่วยให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานสากลได้ทัดเทียมกับพื้นที่ในเมือง
- การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล การดำเนินงานช่วยสร้างทุนทางปัญญา ในรูปแบบคลังสื่อที่ทุกคนเข้าถึงได้ตลอดเวลา (Anywhere Anytime) ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
3. การบริการภาครัฐ มีคุณภาพ เข้าถึงได้ (เป้าหมายระดับหมุดหมาย)
ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นถึงการยกระดับคุณภาพการบริการประชาชน (นักเรียนและผู้ปกครอง) อย่างชัดเจน
- การเข้าถึงที่ครอบคลุม สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ได้ดำเนินการนิเทศ กำกับ และติดตามสถานศึกษาในสังกัดได้ครบทั้ง 106 แห่ง (ร้อยละ 100) เพื่อให้มั่นใจว่าการบริการทางการศึกษารูปแบบดิจิทัลเข้าถึงทุกโรงเรียนอย่างทั่วถึง
- ความรวดเร็วและโปร่งใส การใช้เทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลช่วยให้งานบริการทางการศึกษามีความสะดวกรวดเร็ว ลดภาระงานเอกสาร และสามารถตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล
บทสรุป จากการดำเนินงานตลอดทั้งโครงการ สรุปผลลัพธ์เชิงประจักษ์ได้ดังนี้
- เกิดเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนดิจิทัล มีผู้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบคลังสื่อฯ ในสถานศึกษาจำนวน 106 แห่ง และมีผู้ผ่านการอบรม AI อีก 55 คน
เกิดนวัตกรรมต้นแบบ: มีครูและบุคลากรได้รับรางวัลระดับเขตพื้นที่ฯ ประเภทผู้สร้างสื่อ ผู้ใช้สื่อ และผู้ขับเคลื่อนระบบ รวม 47 คน โดยมีผู้ได้รับรางวัลระดับดีเยี่ยม ในหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนบ้านยางหัวลม, บ้านกงกะยาง และอนุบาลชนแดน
- การนิเทศโรงเรียน ได้รับการส่งเสริมให้ใช้ระบบดิจิทัลในการบริหารจัดการและจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ
- ความคุ้มค่าและยั่งยืน สามารถประหยัดงบประมาณในการจัดหาวัสดุสิ่งพิมพ์และลดข้อจำกัดด้านกายภาพ เวลา และพื้นที่ในการให้บริการได้อย่างยั่งยืน
การดำเนินงานทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าโครงการสามารถปิดช่องว่าง (Gap Closing) ของภาครัฐแบบเดิม และนำไปสู่การเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่ทันสมัยและตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างแท้จริงตามแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
1. ข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัลขั้นสูง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาส่วนหนึ่งยังขาดความเชี่ยวชาญในทักษะดิจิทัลขั้นสูง โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนการสอน
2. ประสิทธิภาพการใช้งานแพลตฟอร์ม การเข้าถึงและการนำทรัพยากรจากระบบ OBEC Content Center ไปใช้จัดการเรียนรู้ในสถานศึกษายังไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากข้อจำกัดด้านทักษะของบุคลากร
3. กระบวนการทำงานแบบเดิม ขั้นตอนการปฏิบัติงานและการให้บริการทางการศึกษาในรูปแบบเดิมมีความล่าช้า มีขั้นตอนซ้ำซ้อน และขาดความทันสมัยในการตอบสนอง ความต้องการของประชาชน
4. ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลมีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากล ซึ่งเกิดจากข้อจำกัดทางกายภาพ ด้านเวลา และพื้นที่
1. การพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ควรจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว เพื่อให้บุคลากรเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
2. การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล (Digital Learning Ecosystem) ควรส่งเสริมให้สถานศึกษาใช้แพลตฟอร์ม OBEC Content Center เป็นเครื่องมือหลักในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อลดภาระงานเอกสารและเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน
การนิเทศเชิงรุกและเป็นระบบ: มุ่งเน้นการนิเทศ กำกับ ติดตาม ทั้งแบบ On-site และ Online อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้คำแนะนำเชิงลึกและแก้ไขปัญหาหน้างานของครูได้อย่างทันท่วงที
3. การบริหารจัดการทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ควรนำผลงานที่เป็นวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ทั้ง ๔๗ รายการ ไปเผยแพร่และจัดเก็บในระบบคลังสื่อดิจิทัลของเขตพื้นที่ฯ เพื่อให้ครูท่านอื่นสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ตลอดเวลา โดยไม่สูญหายไปตามตัวบุคคล
4. การปรับวัฒนธรรมองค์กร มุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นนวัตกรรม (Innovation-driven) และมีความตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Agility) เพื่อยกระดับงานบริการภาครัฐให้มีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลตามยุทธศาสตร์ชาติ
การส่งผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ทั้งผู้ใช้สื่อ ผู้สร้างสื่อ และ ผู้ขับเคลื่อน มีครูและบุคลากรที่สมัครและส่งผลงานเข้าร่วมจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นในการจัดทำโล่และ
เกียรติบัตรเพิ่มเติม ให้เพียงพอและเหมาะสม ใช้งบประมาณ 10,000 บาท